เวปอินทรีอีสาน ไม่มีเพจ บน facebook หากมีชื่อซ้ำกันบนfacebook จึงไม่เกี่ยวข้องกับเวปนี้แต่อย่างใด

การจะเป็นรัฐาธิปัตย์ได้จะต้องมีทหารแตงโม ตำรวจร่วมขบวนไปด้วยจึงจะเป็นรัฐบาธิปัตย์โดยสมบูรณ์ ต่อให้ไม่มี ส.ส ที่มาจาการเลือกตั้งก็ตามเสียงส่วนใหญ่ก็เป็นรัฐาธิปัตย์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว มันขึ้นอยู่ที่วิธีคิดการใช้เสียงส่วนใหญ่ให้เกิดศูนย์รวมอำนาจต่างหาก มีมวลชนจำนวนมากเป็นเสียงส่วนใหญ่แล้วยังจะต้องมีกองกำลัง( ทหารแตงโม และ ตำรวจ) เป็นแนวร่วมให้ได้จึงจะสมบูรณ์ วันๆ เอาแต่พูดแกนนำที่โง่เขลาเบาปัญญาแบบนี้สุดท้ายจะพาคนเสื้อแดงไปตายอีกซ้ำปี 52-53เป็นแน่แท้แต๋วควรหาคนที่มีสติปัญญาดีอย่างปรีดี พนมยงค์ ที่ใช้นายทหารระดับ นายพัน นายร้อย ก็สามารถเอาระบอบประชาธิปไตยมาสู่ประชาชนได้ เขาใช้ระดับนายพลที่ไหนกัน!!!!!!!

         ประชาธิปไตยอันแปลตรงตัวคือการปกครองโดย "เสียงส่วนใหญ่" (อำนาจมาจากประชาชน) อะไรนั้น   แม้ไม่มี ส.ส ก็ตาม    หากไม่มีการเลือกตั้งก็ยังปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่อยู่ดี   หรือจะเรียกอีกนัยหนึ่ง "เสียงส่วนใหญ่เป็นรัฐาธิปัตย์" นั้นเอง    คนเหนืออีสานกลางส่วนใหญ่มีส่วนประกอบอัตราส่วนเป็นคนเสื้อแดง(ทุกกลุ่ม รวมทั้ง นปช.ด้วย)จำนวนมากกว่าสีเสื้ออื่นๆ และถือว่าเป็นเสียงส่วนใหญ่นั่นเอง   ระบอบประชาธิปไตยปกครองด้วยเสียงส่วนใหญ่ดั่งนั้น เสียงส่วนใหญ่ก็ถือเป็นรัฎฐาธิปัตย์โรบิน
       ประเทศไทยถือเป็นประเทศวิปริตผิดธรรมชาติประเทศหนึ่งที่เสียงส่วนน้อยในนามอำมาตย์พยายามเข้าสู่อำนาจโดยวิธีฉ้อฉล   การรัฐประหารปี 49 เป็นต้นมา อำมาตย์อันเป็นเสียงส่วนน้อย ได้ทะยอยถอดผ้าออกในที่แจ้งจนหมดสิ้น    ความลับที่เก็บงำไว้มาตลอด 60 กว่าปีได้ทะยอยเปิดความจริงออกมามากมาย   อำมาตย์ที่พยายามกลับสู่อดีตก่อนปี 2475 ให้ได้ ได้สร้างความล้าหลังให้ประเทศมาหลายสิบปี   ประชาชนทะยอยหูตาสว่างจนหมดสิ้นทั้งปวง   การใช้ข้าราชการที่อยู่ในรูปแบบกองกำลังติดอาวุธ(ทหาร)  และใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือเข้าสู่อำนาจมานานยิ่งรัฐประหารปี 49 ได้ผลิตองค์กรอิสระวิปริตมาเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจมาจนปัจุบัน   เสียงส่วนใหญ่ที่ล้วนเป็นคนโง่ในสายตาอำมาตย์ได้พยายามรักษาอำนาจ 1 สิทธิ์ 1 เสียง ในระบอบประชาธิปไตย  ขณะที่อำมาตย์เสียงส่วนน้อยได้พยายามปล้นอำนาจ 1 สิทธิ 1 เสียงนี้มาเป็นเวลานานแล้ว   การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่โดยแท้จริง   วันนหนึ่งหากไม่มีการเลือกตั้งเพื่อหาตัวแทนไปใช้อำนาจในสภาได้โดยการขัดขวางของอำมาตย์พวกคนกลุ่มน้อย   เสียงส่วนใหญ่ก็ยังเป็นรัฐบาธิปัตย์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว   เสียงส่วนใหญ่สามารถเป็นรัฐาธิปัตย์และยังสามารถที่จะตั้งสภาร่างกฎหมาย ออกกฎหมายสร้างรัฐธรรมนูญได้อีกด้วย  เสียงส่วนใหญ่ที่เป็นดั่งรัฐาธิปัตย์โดยธรรมชาติสามารถที่จะตั้งคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีมาบริหารประเทศได้อีกด้วย   เมื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองโดยเสียงส่วนใหญ่เสียแล้ว  นี่คือปฐมบทที่เสียงส่วนใหญ่จะทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตยโดยประกาศเลิกใช้รัฐธรรมนูญปี 50 เสียและเข้าจัดการบริหารปะเทศได้เสียสิ้น   คนเสื้อแดงเปรียบเสมือนดั่งคนส่วนใหญ่ของประเทศเสียอย่างเดียวมีแกนนำคนใต้ที่โง่เขลาบาปัญญา  เป็นนักพูดมากกว่านักทำ(ดีแต่เห่าหมาเห่าไม่กัด)   วันๆ เอาแต่พูดไปวันๆ ไม่มีสาระแก่นสารที่จะนำมาทำเป็นรูปธรรมได้จริงวันๆ เอาแต่รวมพลคนจำนวนมากแล้วก็พูดๆ แล้วก็พูดไม่สามารถปฎิบัติได้จริงแกนนำเสื้อแดงคนใต้เป็นนักพูดก็จะพูดมากกว่าทำ   คนเสื้อแดงอันเป็นเสียงส่วนใหญ่สามารถที่จะตั้งสภาร่างกฎหมายได้เอง  ตั้งคณะรัฐมนตรีได้เอง  เมื่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นการปกครองด้วยเสียงส่วนใหญ่และคนเสื้อแดงก็เป็นเสียงส่วนใหญ่   ผิดที่แกนนำเสื้อแดงโง่เขลาเบาปัญญาตากหากเล่าจึงไม่มีวิธีคิดที่จะใช้เสียงส่วนใหญ่ไปสู่การเป็นรัฐาธิปัตย์เพื่อที่จะตั้งสภาร่างกฎหมาย และตั้งคณะรัฐมนตรีได้    การจะเป็นรัฐาธิปัตย์ได้จะต้องมีทหารแตงโม ตำรวจร่วมขบวนไปด้วยจึงจะเป็นรัฐบาธิปัตย์โดยสมบูรณ์  ต่อให้ไม่มี ส.ส ที่มาจาการเลือกตั้งก็ตามเสียงส่วนใหญ่ก็เป็นรัฐาธิปัตย์โดยธรรมชาติอยู่แล้ว  มันขึ้นอยู่ที่วิธีคิดการใช้เสียงส่วนใหญ่ให้เกิดศูนย์รวมอำนาจต่างหาก   มีมวลชนจำนวนมากเป็นเสียงส่วนใหญ่แล้วยังจะต้องมีกองกำลัง( ทหารแตงโม และ ตำรวจ) เป็นแนวร่วมให้ได้จึงจะสมบูรณ์    วันๆ เอาแต่พูดแกนนำที่โง่เขลาเบาปัญญาแบบนี้สุดท้ายจะพาคนเสื้อแดงไปตายอีกซ้ำปี 52-53เป็นแน่แท้แต๋วควรหาคนที่มีสติปัญญาดีอย่างปรีดี พนมยงค์  ที่ใช้นายทหารระดับ นายพัน นายร้อย  ก็สามารถเอาระบอบประชาธิปไตยมาสู่ประชาชนได้  เขาใช้ระดับนายพลที่ไหนกัน!!!!!!!       

เลือดจะตกท้องช้างและสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินแยกกันอยู่ไปในที่สุด นารีจะขี่ม้าขาวหรือไม่นั้นบัดนี้สงครามของจริงได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เลือกตั้งโมฆะไปแล้ว หาก ปปช. ชี้มูลยิ่งลักษณ์ เราอาจจะเห็นสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดเมื่อความอดทนของประชาชนถึงขีดสุด และเราอาจเห็นแกนนำเสื้อแดงกลัวตายทำทีเป็นโดนจับสมยอมมอบตัวอีกรอบ แต่หาได้จบไม่สงครามกลางเมืองจะดำเนินต่อไป........เราจะเห็นการสิ้นชาติ...แต่ไม่สิ้นแผ่นดินตามมาอีก 6 เดือนต่อแต่นี้ไป!!!!!!!!

       ดูไทม์ไลน์เดินตามแผนยังกะตาเห็น  ล้มเลือกตั้ง สุดท้ายไปล้มนายกยิ่งลักษณ์และตามด้วยนายก ม.7 และหากเสื้อแดงออกมาชุมนุมต่อต้าน นายก ม.7 ที่ กทม. ดาบสุดท้ายคืออำมาตย์สังหารโหดและถอนรากถอนโคนเสื้อแดงอำมาตย์เดินเกมรุกหนักและจะเดินไปตามแผนนี้แน่นอน   ขณะที่มองมาที่ฝ่ายประชาธิปไตยยังสิ้นสภาพไร้การต่อต้านใดๆ ที่เป็นรูปธรรมทำได้แค่ออกมาชุมนุมขู่แบบหมาเห่าไม่กัด  อำมาตย์ย่ามใจหนักจนเดินเกมกล้าล้มเลิกตั้งเป็นโมฆะก็แล้วกัน   ฝ่ายประชาธิปไตยอยู่ในสภาพจนตรอกโดนรุกหนัก   อินทรีอีสานเคยเตือนแล้วว่า "สงบ สันติ ปราศจากชีวิต เอ๊ย ปราศจากอาวุธ " มันล้าสมัยแล้วไม่สามารถหยุดอำมาตย์ได้หรอกเพราะสุดท้ายอำมาตย์จะสร้างสถานะการณ์ใส่ร้ายป้ายสีเสื้อแดงอย่างปี 53 และใช้สื่อฟรีทีวีประโครมข่าวว่าเสื้อแดงก่อความรุนแรงและจะล้อมปราบไปในที่สุดโรบิน
        เกมเดินมาสุดซอยเพราะลูกน้องอำมาตย์เดินเกมผิดพลาดแต่ต้นจนโดนข้อหา กบฎกันทั่วหน้าเมื่อลูกพี่อำมาตย์เป็นคนเดินเกมผิดพลาดเองอำมาตย์ก็ต้องแก้นอกจากจะเสียเงินก่อม๊อบไปนับหมื่นล้านแล้วลูกน้องอำมาตย์ยังติดคดี กบฎจำนวนมาก  อำมาตย์จะต้องหาทางลงให้ม๊อบกบฎและจะต้องไม่มีโทษอาญาข้อหากบฎโดยที่เร็วที่สุดคือให้นายก ม.7 ออก พรก. นิรโทษกรรมให้นั่นเอง   อำมาตย์เดินเกมสุดซอยแน่ไปถึงนายก ม.7 แน่......แต่หลังจากนั้นใช้ทหารสายอำมาตย์จะคุมเชิงรอเสื้อแดงเข้าชุมนุมกรุงเทพ  และจะสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายป้ายสีด้วยข้อหากบฎแบ่งแยกดินแดนและล้อมปราบอย่างโหดเหี้ยมตามสูตร   หากเสื้อแดงซื่อบื้อ(โดยใช้ สงบสันติ ปราศจากชิวิต) จะโดนสังหารหมู่บนทุ่งสังหารกลางกรุงอีกรอบด้วยกฎอัยการศึก    มาถึงบรรทัดนี้อินทรีอีสานคิดว่าบ้านเมืองคงไม่มีกฎหมายใดๆ เอาอยู่เพราะกฎอัยการศึกที่ทหารนำมาใช้นั้นจะไม่มีผลใดๆ จะเกิดสงครามกลางเมืองไปทุกทั่วประชาชนจะจับอาวุธ (ทางปัญญาอ่อน) ออกมาสู้รบ ทหารแตงโม ตำรวจและประชาชนจะร่วมกันสู้กับอำนาจเถื่อนของอำมาตย์   เลือดจะตกท้องช้างและสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินแยกกันอยู่ไปในที่สุด นารีจะขี่ม้าขาวหรือไม่นั้นบัดนี้สงครามของจริงได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เลือกตั้งโมฆะไปแล้ว  หาก ปปช. ชี้มูลยิ่งลักษณ์ เราอาจจะเห็นสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดเมื่อความอดทนของประชาชนถึงขีดสุด  และเราอาจเห็นแกนนำเสื้อแดงกลัวตายทำทีเป็นโดนจับสมยอมมอบตัวอีกรอบ   แต่หาได้จบไม่สงครามกลางเมืองจะดำเนินต่อไป........เราจะเห็นการสิ้นชาติ...แต่ไม่สิ้นแผ่นดินตามมาอีก 6 เดือนต่อแต่นี้ไป!!!!!!!!

กำหนดยุทธศาสตร์ในม๊อบต้องไม่เอาเด็ก ผู้หญิง คนชราเข้ากรุงเด็ดขาด หากทหารแตงโมร่วม ตำรวจ พร้อมชายฉกรรย์ซึ่งคิดว่าน่าจะจำนวนมหาศาลมากกว่ากองกำลังอำมาตย์แน่ๆ หากประสานดีๆ วางเนินยุทธศาสตร์ลำตะคลองเป็นทุ่งสังหาร ม๊อบที่เข้ากรุงหากถูกทหารอำมาตย์ล้อมปราบดั่งปี 53 ให้ถอยออกจากกรุงให้เร็วและลวงให้ทหารอำมาตย์เข้าสู่ทุ่งสังหารที่ลำตะคลองที่มีทหารแตงโม ตำรวจ ชายฉกรรย์ที่รอไว้ การจะกำจัดรัฐธรรมนูญโจรปี 50 นั้นจะต้องมีทั้งบู้และบุ๋นต่างหากประเภทซื่อบื้อแบบสันติสงบสันติ ปราศจากอาวุธนั้นจะตายไม่ต่างจากปี 53 "เชื่อปากกู" โบราณไป!!!!!

      "เกณฑ์เอาเฉพาะผู้ชายมาซักหมื่นคนสภาพพร้อมใช้งาน"  อินทรีอีสานนั่งฟังลูกน้องพูดมือก็ยกแก้วเบียร์ซด  "อย่าเอาเด็กผู้หญิงคนแก่มาม๊อบเด็กขาดาหกเข้ากรุงเทพ"  ลูกน้องยังพร่ำต่อไปอินทรีอีสานนั่งฟังแบบนิ่งเงียบ "เตรียมกำลังรอไว้ที่ลำตะคลองหากจำเป็นก็ปิดลำตะคลองเสีย"  แม้ลูกน้องเจ้าปัญญาจะพูดอย่างไรอินทรีอีสานก็นั่งฟังอย่างผู้ฟังทีดีต่อไปอีกมือก็ยกซดเบียร์  "หากเสียทีทหารที่อำมาตย์วางกำลังไว้ในกรุงก็ให้ม๊อบรีบถอยพร้อมดึงทหารอำมาตย์เข้าสู่ทุ่งสังหารที่รอไว้ที่ลำตะคลอง"  โอ! ลูกน้องนี่มันบ้าคิดไปไกลถึงขนาดนั้น  แต่ใช่ว่าจะไม่สำคัญในแนวคิดของคนๆ หนึ่งอาจเป็นความคิดของคนเล็กๆ แต่หากคิดให้ดีอาจเข้าตำราหนูช่วยราชสีห์ก็ได้โรบิน
      แกนนำเสื้้อแดงคนใต้นั้นออกแนวซื่อบื่อหรือเปล่าไม่มีใครรู้ "สันติปราศจากอวุธ"  หากพาม๊อบเข้ากรุงโดยในม๊อบมี ผู้หญิงคนแก่เด็กนั้นจะเป็นภาระในการรุกและถอยทีเดียวเพราะอำมาตย์เตรียมกำลังอาวุธครบมือพร้อมลั่นไกทันทีที่สร้างสถานะการสุกงอมดั่งปี 52 - 53 นั่นไงอำมาตย์ได้กำหนดกรุงเทพเป็นทุ่งสังหารดั่งปี 53- 53 ไม่มีผิด   ปี 57 นี้หากแกนนำเสื้อแดงคนใต้ซื่อบื้อสันติปราศจากอาวุธ   อาจเห็นทุ่งสังหารปี 57 ได้ไม่ยากเย็น   เป้าหมายหลักในการเดินเกมนั้นการล้มรัฐธรรมนูญปี 50 ให้ได้หากวางเป้าหมายไว้เช่นั้นจึงจะกำหนดยุทธศาสตร์และยุทธการได้ไปพร้อมกัน   ประชาธิปไตยจะเกิดได้เมื่อล้มรัฐธรรมนูญโจรปี 50  พวกเสื้อแดงเช็คและประสานแนวร่วมบ้างหรือยัง  ทหารแตงโมจะเอาด้วยหรือเปล่ามีกองกำลังเท่าไหร่   ตำรวจเอาด้วยจริงหรือเปล่ามีกองกำลังเท่าไหร่  และประชาชนที่เป็นชายหนุ่มร่างกายแข็งแรงตอนนี้มีจำนวนเท่าไหร่เช็คกันหรือยังเพราะในสถานะการจริงนั้นคิดว่าต้องได้ใช้แน่นอน   กำหนดยุทธศาสตร์ในม๊อบต้องไม่เอาเด็ก ผู้หญิง คนชราเข้ากรุงเด็ดขาด   หากทหารแตงโมร่วม ตำรวจ พร้อมชายฉกรรย์ซึ่งคิดว่าน่าจะจำนวนมหาศาลมากกว่ากองกำลังอำมาตย์แน่ๆ หากประสานดีๆ   วางเนินยุทธศาสตร์ลำตะคลองเป็นทุ่งสังหาร  ม๊อบที่เข้ากรุงหากถูกทหารอำมาตย์ล้อมปราบดั่งปี 53 ให้ถอยออกจากกรุงให้เร็วและลวงให้ทหารอำมาตย์เข้าสู่ทุ่งสังหารที่ลำตะคลองที่มีทหารแตงโม ตำรวจ ชายฉกรรย์ที่รอไว้  การจะกำจัดรัฐธรรมนูญโจรปี 50 นั้นจะต้องมีทั้งบู้และบุ๋นต่างหากประเภทซื่อบื้อแบบสันติสงบสันติ ปราศจากอาวุธนั้นจะตายไม่ต่างจากปี 53 "เชื่อปากกู"  โบราณไป!!!!!

มองมาทาง กวป. และโกตี๋เรดการ์ด นั้นประสิทธิภาพคงเส้นคงวาต่อไปใช้คนไม่มากแต่ป่วนอำมาตย์ได้ดีทีเดียวการ ออกแคมเปญแต่ละที่ได้ซี้ดทีเดียวขณะที่แกนนำเสื้อแดงคนใต้กลับขับเคลื่อนคน จำนวนมากเกินความจำเป็นและสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเป้านิ่งสูญเสียได้มากกว่าหาก บ้าคลั่งพาคนเหนืออีสานลงมากรุงเทพจะเกิดการสูญเสียมหาศาลทีเดียว การติดอาวุธ(ทางปัญญาอ่อน) จะต้องทำในชัยภูมิเหนืออีสานซึ่งได้เปรียบทุกประตูเพราะเป็นภูมิประเทศที่ เราชำนาญแค่ติดอาวุธ(ทางปัญญาอ่อน) จะต้องเร่งทำให้เร็วและหากจำเป็นต้องแตกหักจนถึงขั้นต่างคนต่างอยู่ก็จะทำได้ โดยง่ายดาย!!!!!

        อำมาตย์เองก็ใช่ย่อยทะยอยถอดผ้าออกจนล่อนจ้อนจนประชาชนรู้แจ้งเห็นจริงว่าเกมป่วนประเทศมีใครอยู่เบื้องหลังทั้งหลายทั้งปวง   คำทำนายเรื่องนารีขี่ม้าขาวจะเป็นเรื่องที่อำมาตย์ไปให้เกจิอาจารย์ใด ๆสร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อลูกสาวอำมาตย์ในวันนี้หรือไม่ก็อีกเรื่อง   และมาถึงวันนี้นายกยิ่งลักษณ์คือนารีขี่ม้าขาวจริงหรือไม่เราก็ได้เห็นกับตาและอีกเรื่องที่จะเห็นเมื่ออำมาตย์เองก็อยากให้ลูกสาวขึ้นเป็น "นารีขี่ม้าขาวแทน นายกยิ่งลักษณ์จะตายห่า" เกมถอยหลังประเทศของอำมาตย์มาถึงจุดพลิกผันอีกบทหนึ่ง  เกมชิงอำนาจระหว่างน้องสาวแย่งชิงสมบัติพี่ชายได้ดำเนินมานานพอดู   ตามท้องเรื่องพ่อแม่อยากให้ลูกสาวได้สมบัติแทนพี่ชายแต่บังเอิญน้องสาวเป็นกลุ่มเสียงส่วนน้อยเสียนี่บ้านเมืองจึงวอดวายเพราะพวกเสร็งเคร็งแย่งสมบัติกันโรบิน
       แกนนำเสื้อแดงเปลี่ยนประธานใหม่ได้คนที่พาคนไปตายเมื่อปี 53 มาเป็นประธาน  "อินทรีอีสาน" เลยขำอมยิ้มเล็กน้อย   อินทรีอีสานบอกแล้วว่าพวกแกนนำคนใต้เหล่านี้กำลังจะพาคนเหนืออีสานไปตายรอบ 3 หลังปี 52 -53 ก็พ่ายยับทั้งสองครั้ง  ปี 57 กำลังจะชวนคนไปตายอีกรอบ   อินทรีอีสานให้แกนนำเสื้อแดงเหล่านี้ไห้ไปศึกษาดูงานจาก กวป. และโกตี๋เรดการ์ดที่ใช้คนน้อยนิดแต่ทำให้อำมาตย์สะเทือนทั้งระบบได้   แกนนำเสื้อแดงคนใต้เหล่านี้ไม่อยากแบ่งแยกประเทศหรือเปล่าเพราะบ้านอยู่ใต้กลัวไม่ได้กลับบ้านสะดวกนั้นอาจเป็นเหตุผลพื้นๆ จะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ก็อีกเรื่อง  แต่ที่รู้ๆ เสียงส่วนน้อยที่เป็นกลุ่มอำมาตย์พยายามจะเข้าสู้อำนาจด้วยพิธีพิเศษโดยไม่ผ่านความเห็นดีเห็นงามผ่านมือประชาชนส่วนใหญ่   แต่จะใช้ความยุติธรรมฉ้อฉลเข้าสู่อำนาจนี่จึงเป็นที่มาของการที่ผู้คนไม่อาจทนกลุ่มคนเสียงส่วนน้อยอำมาตย์ได้อีกต่อไป    มองมาทาง กวป. และโกตี๋เรดการ์ด นั้นประสิทธิภาพคงเส้นคงวาต่อไปใช้คนไม่มากแต่ป่วนอำมาตย์ได้ดีทีเดียวการออกแคมเปญแต่ละที่ได้ซี้ดทีเดียวขณะที่แกนนำเสื้อแดงคนใต้กลับขับเคลื่อนคนจำนวนมากเกินความจำเป็นและสุ่มเสี่ยงที่จะเป็นเป้านิ่งสูญเสียได้มากกว่าหากบ้าคลั่งพาคนเหนืออีสานลงมากรุงเทพจะเกิดการสูญเสียมหาศาลทีเดียว    การติดอาวุธ(ทางปัญญาอ่อน) จะต้องทำในชัยภูมิเหนืออีสานซึ่งได้เปรียบทุกประตูเพราะเป็นภูมิประเทศที่เราชำนาญแค่ติดอาวุธ(ทางปัญญาอ่อน) จะต้องเร่งทำใหเร็วและหากจำเป็นต้องแตกหักจนถึงขั้นต่างคนต่างอยู่ก็จะทำได้โดยง่ายดาย    อำมาตย์เคยรบกับชาวบ้านมาแล้วในยุคสงครามเย็นคอมมิวนิสต์เมื่อหลายสิบปีก่อนย่อมรู้ว่ายากเย็นขนาดไหน   วันนี้อำมาตย์กำลัง่อสู้กับประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยในปีที่ทั้งเทคโนโลยี่ที่ทันสมัยและเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยละก็  โอกาสประเทศจะแตกเป็นเป็นเสี่ยงๆ ก็จะได้เห็นไม่เกิน 6 เดือนข้างหน้านี้แน่นอน "จำปากกูไว้" !!!!!!!!

แกนนำเสื้อแดงคนใต้เหล่านี้ควรจะไปขอวิชาหรือเรียนรู้การทำสงครามประสาทกับ โกตี๋อาจจะไม่ต้องขนคนเสื้อแดงมาเรือนหมื่นเรือนแสนเสี่ยงต่อการสูญเสียบาด เจ็บล้มตายจำนวนมากก็ได้แค่ใช้สมองให้มากขึ้น หากไม่เข้าใจเรื่องสงครามประสาทว่าทำอย่างไรให้เปิดคลิป โกตี๋หรือ กวป.ใช้คนไม่มากมายอะไร ดูแล้วศึกษาให้ถี่ถ้วนเสีย..คิดว่าฝึกฝนไปไม่นานก็จะชำนาญเข้าใจได้ไม่ยาก หากจะขนคนเสื้อแดงจำนวนนับหมื่นแสนเข้ากรุงเทพและเสี่ยงจะสูญเสียแบบปี 53 ละก็ ควรนำมวลชนเสื้อแดงจากใต้มาทดลองแทนคนเหนืออีสานทดลองดูก่อนจะดีกว่าหากแน่ ใจว่าปลอดภัยไม่ตายแบบปี 53 เพราะข่าววงในแจ้งว่าอำมาตย์จะสร้างสถานะการใส่ร้ายและสั่งฆ่าคนเสื้อแดงนับ หมื่นคนทีเดียว "สันติปราศจากอาวุธ" ไม่อาจได้ความชอบธรรมใดๆ แน่หากถูกใส่ร้ายป้ายสีโดยอำมาตย์อาศัยทฤษฎีสมคบคิดใส่ร้ายแล้วฆ่าอย่างปี 19 และปี 53 "จำปากกูไว้" พวกนกในกรง พูดความจริงมึงอย่าโกรธ หรือไงหรือจะเอา (คนมาตายอีก)!!!!!!!!

       ประสิทธิภาพการนำก็เป็นสิ่งจำเป็น   โกตี๋ เรดการ์ดใช้คนไม่กี่คนในการเคลื่อนไหวขึ้นป้ายผ้า ไม่กี่ผืนกลับทำให้เหล่าอำมาตย์เต้นแร้งเต้นกาตามเพลงที่โกตี๋ เรดการ์ดกำหนดได้อย่างน่าทึ่ง  และ กวป. เองเคลื่อนไหวหน้า ปปช. ก็ยังสามารถสั่นเขย่าขวัญสมุนอำมาตย์อย่าง ปปช. ให้ซวนเซไปอีกมากโขทีเดียวใช้คนไม่มากแต่ได้ผลชะงักนัก   หันมาทางแกนนำเสื้อแดงที่ประกอบไปด้วยคนใต้มากมายขนมวลชนออกมาทำแรลลี่ทั้งเหนืออีสานมากมายกลับทำให้อำมาตย์เฉยๆ หรือเฉยเมยต่อแรลลี่เสื้อแดงเพราะอำมาตย์เองคิดว่าหากจะขนคนชนกันอำมาตย์เองก็คิดว่าจำนวนคิดว่าไม่แพ้กันเท่าไหร่   แกนนำเสื้อแดงคนใต้กลับนำมวลชนคนอีสานเหนือออกมาแรลลี่ซ้อมอะไรก็ไม่รู้มากมายแต่ที่เขย่าอำมาตย์กลับเป็นป้านผ้า สปป. ล้านนา และป้ายผ้าโกตี๋ต่างหากเล่าที่เป็นข่าวดังหน้าหนึ่งอยู่หลายวัน   ขณะที่โกตี๋เรดการ์ดและ กวป. ที่ปิดหน้า ปปช. ใช้คนจำนวนไม่มากมายอะไรบรรลุวัตถุประสงค์สั่นคลอนอำมาตย์และสมุนเต้นแร้งเต้นกาไปหลายวัน..ไปหลายยกแล้วเหลียวมาทางแกนนำเสื้อแดงคนใต้ยังซ้อมมะงุมมะงาหลาอยู่เลยพ่อคุณนี่ไงผลงานนักพูด....เป็นนักพูดก็ต้องพูดหรือดีแต่พูดผลงานไม่ปรากฎกันแน่โรบิน
        โกตี๋ เรดการ์ดใช้ผ้าเพียงไม่กี่ผืนเขย่าอำมาตย์ให้เสียผู้เสียคนแก้ผ้าเต้นตามเพลงได้ไม่ยากเย็นอะไรได้ผลมากมายก่ายกองทางจิตวิทยาย่อมแสดงถึงยุทธวิธีตีถูกจุดที่เดียว  อินทรีอีสานคิดเล่นๆ หากเหนือ-อีสานขึ้นป้ายผ้าซัก 5 พันผืนทั่วอีสานเหนือเหมือนโกตี๋ทำรับรองว่าอำมาตย์อาจซ๊อคตายคาเกาอี้ก็ได้แต๋ว   ใช่....ใช่ที่เดียวการนำมวลชนออกมาโดย "สันติ สงบ ปราศจากอาวุธ" นั้นหากทำในยามบ้านเมืองปกติวิสัยนั้นย่อม"ชอบธรรม" โดยธรรมชาติอยู่แล้วไม่ต้องไปชิงความชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้นทั้งปวง แต่ในภาวะชิงบ้านชิงเมืองชิงอำนาจแบบนี้ถึงจะใช้ความพยายาม "สันติ สงบ ปราศจากอาวุธ"เพียงใด แต่เชื่อไหมว่า แต่ทางทฤษฎีสมคบคิดแบบอำมาตย์แล้วอำมาย์สมคบคิดกันที่จะสร้างสถานะการณ์ใส่ร้ายแบบปี 53 ว่าคนเสื้อแดงมีกองกำลังติดอาวุธและจะหาเรื่องปราบ กวาดล้างและฆ่าอย่างโหดร้ายสุดๆ ทั้งนี้เพื่อใส่ร้ายหาทางกำจัดชบวนการเสื้อแดงให้สิ้นไป   ถึงจะมาแบบดีเลิศประเสริฐศรีแบบ "สงบ สันิ ปราศจากอาวุธ" ก็หาได้รอดพ้นปากเหยี่ยวปากกาไม่ปลอดภัยดั่งแกนนำเสื้อแดงคนใต้อ้างไม่เพราะอำมาตย์มี ทหาร กระบวนการยุติธรรม องค์กรขยะรองรับไว้ใช้งานต่างกรรมต่างวาระ   สมมุติว่าหากเสื้อแดงกรีฑาเข้ากรุงเทพมาเมื่อใด  และสมมุติระหว่างเดินทางเข้ากรุงขบวนผ่านทางเส้นทางภาคเหนืออีสานและกลางเข้ากรุงโดยปราศจากอาวุธแล้ว  ระหว่างทางอำมาตย์ดักซุ่มโจมตีซัก 2-3 จุดรายทางบาดเจ็บล้มตายระหว่างเดินทางเข้ากรุงแค่นี้เชื่อว่าเสื้อแดงที่จะกรีฑาเข้ากรุงเทพก็ระส่ำระสายอาจถึงกลับเสียกระบวนเลิกทัพกลับบ้านไปเลยทีเดียว   อินทรีอีสานคิดว่าการกรีฑาทัพเสื้อแดงจำนวนมากเข้ากรุงไม่เป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่ง(ไม่มีใครการันตีความปลอดภัยใครได้)ควรจะอยู่ในที่ตั้งในถิ่นฐานบ้านเราเหนืออีสานจะได้เปรียบดีกว่า  และช่วยกันเล่นสงครามประสาทอย่างโกตี๋ เรดการ์ดจะเขย่าประสาทอำมาตย์ได้ดีกว่าแน่นอน  ลองนึกดูว่าคนเหนือ อีสานขึ้นป้ายผ้าแบบโกตี๋ซัก 5 พันผืนทั่วอีสานเหนือละก็รับรองอำมาตย์อาจประสาทแดกตายไปเลยทีเดียว   การนำคนเสื้อแดงจากเหนือ อีสานเข้ากรุงเทพมันก็ไม่ต่างจากการนำฝูงแมงเม่าวิ่งเข้าหุบเหวแห่งความตายนั่นเอง   ทหารเลวได้ตั้งบังเกอร์รอรับจำนวนมากพร้อมกำลัง 6 พันนายและจะเพิ่มขึ้นอีก   หากเสื้อแดงไม่รอบครอบเข้ากรุงโดยไม่ไตร่ตรองดีๆ  อาจจะเหมือนปี 53 แล้วคิดว่าเสื้อแดงจะเชื่อใจแกนนำเสื้อแดงคนใต้เหล่านี้ได้กี่มากน้อยเพราะปี53 แกนนำเสื้อแดงจากใต้เหล่านี้ก็ได้ทิ้งมวลชนหนีตายเข้ามอบตัวกับตำรวจมาแล้ว  และจากการหนีตายชิงเข้ามอบตัวเมื่อปี 53 ครานั้นแกนนำบางคนยังได้รับบำเหน็จเป็นรัฐมนตรีก็มีแล้วอย่างนี้ใครจะไม่หนีตายเล่า   ทางทีดีแกนนำเสื้อแดงคนใต้เหล่านี้ควรจะไปขอวิชาหรือเรียนรู้การทำสงครามประสาทจิตวิทยากับโกตี๋บ้างก็ได้นะอาจจะไม่จำเป็นต้องขนคนเสื้อแดงมาเรือนหมื่นเรือนแสนเสี่ยงต่อการสูญเสียบาดเจ็บล้มตายจำนวนมากก็ได้แค่ใช้สมองให้มากขึ้น  หากไม่เข้าใจเรื่องสงครามประสาทว่าทำอย่างไรให้เปิดคลิป โกตี๋หรือ กวป.พวกเขาใช้คนไม่มากมายอะไร ดูคลิปแล้วศึกษาให้ถี่ถ้วนเสียคิดว่าฝึกฝนไปไม่นานก็จะชำนาญแบบโกตี๋เข้าใจได้ไม่ยากเย็นอะไร  หากจะขนคนเสื้อแดงจำนวนนับหมื่นแสนเข้ากรุงเทพและเสี่ยงจะสูญเสียแบบปี 53 ละก็  ควรนำมวลชนเสื้อแดงจากใต้มาทดลองแทนคนเหนืออีสานทดลองดูก่อนจะดีกว่าหากแน่ใจว่าปลอดภัยไม่ตายแบบปี 53  ยิ่งมีข่าววงในลับไม่เฉพาะว่าอำมาตย์จะสร้างสถานะการใส่ร้ายและสั่งฆ่าคนเสื้อแดงนับหมื่นคนทีเดียว   "สันติปราศจากอาวุธ" ไม่อาจได้"ความชอบธรรม" ใดๆ แน่หากถูกใส่ร้ายป้ายสีโดยอำมาตย์อาศัยทฤษฎีสมคบคิดใส่ร้ายหลายองค์กรรวมมือกันแล้วฆ่าแบบอย่างปี 19 และปี 53  "จำปากกูไว้"  พวกนกในกรง พูดความจริงมึงอย่าโกรธ !!!!!!!!

คนเสื้อแดงไม่จำเป็นต้องเข้ากรุงเทพให้ทหารเลวมันฆ่าหรอกนะรับรองตายเยอะ จะทำอะไรก็ทำบนดินแดนของเราจะได้เปรียบหากจำเป็นต้องติดอาวุธ(ทางปัญญาอ่อน) ก็ควรเร่งมือเข้าเสียแต่เวลานี้เพราะไม่เกิน 6 เดือนจากนี้ไปเราอาจเห็นการแยกกันอยู่จริงๆ หรือไม่ก็ได้ทั้งสิ้นทั้งปวง อำมาตย์รัฐประหารจะแบบทหารหรือตราชั่งก็ตามล้วนแต่เป็นกบฏเหมือนกันทั้งสิ้น แยกแผ่นดินก็เป็นกบฏ รัฐประหารก็เป็นกบฏถามว่า "กบฏกับกบฏ" ใครจะจับกันได้เมื่อ กฏหมายล้มเหลวไร้น้ำยา จะนำกฏหมายมาบังคับใช้แต่กับคนอีสานหรือเหนือพวกเดียวไม่อาจรับได้ เหลือทางเดียวคือ "สงครามกลางเมือง" เท่านั้นและตอนจบจะไปจบที่.......เชื่อไหมแต๋ว!!!!!!!

       อินทรีอีสานนั่งส่องเกมที่เหลือของอำมาตย์แล้วคิดว่ารุกฆาตในไม่ช้าแต่....เกมยังไม่จบเพราะฝ่ายประชาธิปไตยยังเดินเกมด้วยหมากล้นมือแต่เอาละเมื่ออำมาตย์เร่งปิดเกมเพื่อหาทางลงและเงินที่อำมาตย์ก่อม๊อบนับหมื่นล้านกำลังหายไปกับตา    การปิดเกมอำมาตย์มีค่าเท่ากับเกมกลับมาเริ่มใหม่เหมือนเดินแต่เปลี่ยนตัวละครใหม่จากม๊อบอำมาตย์เป็นม๊อบเสื้อแดงแทน    และการสังหารหมู่จะเกิดขึ้นอย่างโหดเหี้ยมเหมือนเดิมจบลงที่ความตายซึ่งตอนนี้อาจยังประเมินไม่ได้แต่คิดว่าว่าน่าจะเล่นถึงขุดรากถอนโคนกันเลยทีเดียวโรบิน
        (สปปล้านนา)แม้จะออกแนวขำๆ เมื่ออำมาตย์เต้นผิดคิว   หากเป็นประเทศ สปป.ย่อมาจาก สาธารณะรัฐประชาธิปไตยประชาชนซึ่งประเทศที่ใช้คำนี้นำหน้าประเทศจะปกครองแบบสังคมนิยมนั่นเอง   หากเป็นประเทศประชาธิปไตยจะใช้คำว่า "สาธารณะรัฐ" เช่นสาธารณะรัฐเชก   ดังนั้นหากต้องแยกประเทศจริงคงไม่มีคนอีสานหรือล้านนาใดใช้คำนำหน้าว่า "สปป."นำหน้าประเทศแน่นอนเพราะปกครองด้วยประชาธิปไตย   ดั่งนั้นการที่ขุนทหารเลวบางคนเอามาขยายความและแจ้งความจับในข้อหากบฎแบ่งแยกดินแดนจึงเป็นการแสดงความโง่เขลาของทหารเลวคนนั้นนั่นเอง   แต่เอาละจะโง่หรือแกล้งโง่หาเหตุก็ตาม  สุดท้ายปลายทางของเกมจะไปจบอย่างที่ว่าหรือไม่นั้น  นั่งส่องมองปัจจัยแล้วเกม "น้องแย่งสมบัติพี่"  น่าจะไปจบอย่างที่เราคาดกันโดยต่างคนต่างอยู่อย่างแน่นอนหรือไม่นั้นก็ต้องดูที่อำมาตย์จะเดินเกมรุกฆาตอย่างที่เราคิดหรือไม่ต่างหาก  หากอำมาตย์เล่นงานรัฐบาลรักษาการและล้มเลือกตั้งอย่างที่คะเนแล้วละก็นั่นคือการปล้นอำนาจ    คนเสื้อแดงไม่จำเป็นต้องเข้ากรุงเทพให้ทหารเลวมันฆ่าหรอกนะรับรองตายเยอะ    จะทำอะไรก็ทำบนดินแดนของเราจะได้เปรียบหากจำเป็นต้องติดอาวุธ(ทางปัญญาอ่อน) ก็ควรเร่งมือเข้าเสียแต่เวลานี้เพราะไม่เกิน 6 เดือนจากนี้ไปเราอาจเห็นการแยกกันอยู่จริงๆ หรือไม่ก็ได้ทั้งสิ้นทั้งปวง    อำมาตย์รัฐประหารจะแบบทหารหรือตราชั่งก็ตามล้วนแต่เป็นกบฏเหมือนกันทั้งสิ้น   แยกแผ่นดินก็เป็นกบฏ รัฐประหารก็เป็นกบฏถามว่า  "กบฏกับกบฏ" ใครจะจับกันได้เมื่อ กฏหมายล้มเหลวไร้น้ำยา  จะนำกฏหมายมาบังคับใช้แต่กับคนอีสานหรือเหนือพวกเดียวไม่อาจรับได้  เหลือทางเดียวคือ "สงครามกลางเมือง" เท่านั้นและตอนจบจะไปจบที่.......เชื่อไหมแต๋ว!!!!!!!

อย่าไปกังวลกับระบบกฎหมายไทยอีกต่อไปหากยังเป็นประเทศไทยต่อไปก็ไปจบที่นิรโทษกรรมเหมือนเดิมแต่หากต้องแยกประเทศเพราะบ้านป่าเมืองก็เถื่อนหากคิดว่า เกิดสงครามกลางเมืองและตอนจบแยกประเทศกันอยู่แล้วละก็ อย่างไรเสียเราก็ต้องมีกระบวนการยุติธรรมเป็นของประเทศใหม่เราเอง มีรัฐบาลของเราเอง มีกฎหมายรัฐธรรมนูญของเราเองอยู่แล้ว ทำอะไรทำจริงอย่าเย่าะแย่ะเด็ดขาดอย่าให้พวกนักพูดแกนนำคนใต้นักพูดเหล่านี้ลวงเราไปตายรอบ 2 เด็ดขาด "นกในกรง" ภาคแรกจบไปอย่างบอบช้ำไปนานแล้วแผลยังไม่หายสนิท หากจะต้องลั่นกลองรบรบบ้าบออะไรนั้นอย่างที่ว่าจะต้องติดอาวุธให้ประชาชนสถานเดียวไม่อย่างนั้นเราจะเห็น "นกในกรง" ภาค 2 และคราวนี้จะบอบช้ำหนักกว่าเดิมเป็นทวีคูณ คิดจะมีแกนนำอ่อนแอจึงไม่ยากเลยที่เกมจะไปจบที่ความตายได้เสมอๆ "จำปากกูไว้" !!!!!!!

     จะมีสงครามกลางเมืองก่อนประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ จริงหรือ!  ความขลาดกลัวหรืออยากลองสงครามกลางเมือง  แม้อำมาตย์ยังคิดว่าจะควบคุมสงครามกลางเมืองได้แน่นอนเพราะคิดว่ามีทหารจำนวนหนึ่งอยู่ในมือเป็นต้นทุนแต่.....เอาล่ะก่อนอื่นไปดูเสื้อแดงลั่นกลองรบอะไร    หลายคนยังเข็ดขยาดการที่แกนนำเสื้อแดงพาคนไปตายคราวปี 53 แล้วหนีชิ่งเข้ามอบตัวทิ้งมวลชนเผชิญชะตากรรมหลังจากนั้นมวลชนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งก็ถูกสังหารกลางใจเมืองไปอีกมากบาดแผลนี้ไม่ได้เลอะเลือนไปไหนดั่งคำกล่าว "เราไม่เคยลืม"    แกนนำนักพูดคนใต้เสื้อแดงกำลังจะพามวลชนไปตายอีกหรือนี่คือคำถามที่หลายคนคาใจไม่หายเพราะบทเรียนคราวปี 53 ยังจุกอก   การที่แกนนำเสื้อแดงจะนำมวลชนไปสู่ความตายอีกครั้งโดยถือธงนิยาม "สันติสงบปราศจากอาวุธ" เป็นธงนำหน้านั้นผลพิสูจน์เมื่อปี 53 เป็นประจักษ์พยานผลงานอัปยศของแกนนำนักพูดเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี   หากจะดูเปรียบเทียบปี 53 มาเทียบเคียงกับกับตำรวจในปี 57 เสื้อแดงปี 53 ก็ไม่ต่างไปจากสภาพตำรวจปี 57 สลายม๊อบแมลงสาปอำมาตย์ซักเท่าไหร่ผลก็คือตำรวจไม่ตายก็บาดเจ็บ   การเอานักพูดมาเป็นแกนนำนี้คือข้อเสียของเสื้อแดงพวกเขาเป็นนักพูดไม่ใช่นักรบจึงไม่มียุทธวิธีที่ถูกที่ควรในสถานะการณ์ที่ต่างออกไปในสงครามยิ่งเป็นสงครามกลางเมืองในภายหน้าย่อมมีทั้งจรยุทธและรบแบบเผชิญหน้า   นักพูดเป็นแกนนำก็ต้องพูดไม่พูดจะเป็นนักพูดทำไมพวกแกนนำเหล่านี้ล้วนเป็นคนใต้เป็นส่วนใหญ่คนใต้มีจุดอ่อนคือรักพวกพ้องคนใต้ด้วยกันแต่มานำมวลชนคนอีสานแล้วไปจบที่ความตายเมื่อปี 53  คนอีสานจะต้องคิดไดเองไม่อย่างนั้นคนจะเห็นพ้องว่าโง่จริงดั่งพวกคนใต้ คนกรุงเทพมันพูด  การที่แกนนำคนใต้จะนำคนอีสาน-เหนือไปรบคนใต้จึงเป็นเรื่องตลกแต่จริงโรบิน
     เสื้้อแดงซึ่งมีคนอีสาน(เป็นส่วนใหญ่)-เหนือ เป็นกำลังหลักแต่มีคนใต้เป็นแกนนำหลักจึงเป็นเรื่องแปลกมากและสาเหตุของความพ่ายแพ้ของคนเสื้อแดงปี 53 มาจากธงนำที่ว่า "สันติ สงบ ปราศจากอาวุธ" นั้นเองพวกแกนนำเหล่านั้นต่างคิดว่าทหารไทยเป็นดั่งทหารอังกฤษในอินเดียจึงนำหลัก "อหิงสกะ" ของมหาตมะคานธีมาใช้ผลคือทหารไทยปี 53 สังหารเสื้อแดงตาย 100 ศพบาดเจ็บ 2 พันนี่คือความอ่อนแอประเภทหนึ่ง  หากนำกลับมาใช้อีกในปี 57 จะไม่ต่างจาก "นกในกรงภาค 2 "  คนอีสานนั้นต่างก็โดนดูถูกดูแคลนว่าเป็นคนโง่เป็นทุนเดิมนี่คือความเจ็บปวดอยู่แล้วจะยิ่งเจ็บปวดเป็นทวีคูณเมื่อถูกแกนนำคนใต้มานำไปตายอีกเป็นคำรบ 2 ย่อมพิสูจน์แน่ชัดแล้วว่า"โง่จริงๆ" ในยุทธการลั่นกลองรบอะไรนั้น    การโดนสนตะพายดั่งวัวควายโดยคนใต้แล้วพาคนอีสานไปตายอีกนั้นย่อมเป็นการพิสูจน์ว่า "คนอีสานโง่จริง" (หรือเปล่า)  คนอีสานเป็นมวลชนส่วนใหญ่นับล้านคนไม่สามารถนำตัวเองออกสู่การสู้รบที่กำลังจะเป็นสงครามกลางเมืองอยู่ต่อหน้าได้แต่ยินยอมให้นักพูดอะไรไม่รู้มานำผลงานปี 53 ก็ห่วยแตก  ถึงเวลาสู้รบจริงๆ เล่นจริงเจ็บจริงตายจริงย่อมเป็นเรื่องตลกที่จะเดินทัพแล้วมีแต่คำว่า "สงบ สันิ ปราศจากอาวุธ" เป็นธงนำหน้าแล้วพากกันไปตายซ้ำอีกด้วยการนำของนักพูดที่ขาดยุทธวิธีที่ถูกต้องตามสถานะการณ์   ความพ่ายแพ้เมื่อปี 53 ย่อมพิสูจน์ทราบประจักษ์แก่สายตาว่าแกนนำคนใต้ของเสื้อแดงเหล่านี้เป็นแค่นักพูดจริงๆ เป็นนักพูดก็ย่อมเป็นนักพูดวันยังค่ำยุทธวิธีที่ผิดพลาดเมื่อปี 53 ย่อมประจานผลงานซื่อปื้อของแกนนำ     ปี 53 คนเสื้อแดงไปนับล้าน(จริงๆ ไม่ใช้อย่างม๊อบอำมาตย์ล้านโปรโมท)คนยังไม่ทำอะไรเอาแต่ปราศรัยร้องรำทำเพลงไปวันๆ แม้มีคนตายเมื่อ 10 เมษาแล้วยังสามารถร้องรำทำเพลงได้ไม่เคอะเขินใดๆ  อินทรีอีสานจะแนะเอาบุญ   รู้ทั้งรู้ข้างหน้าคือหุบเหวความตายยังจะพามวลชนไปทำเป็นเล่นๆ แบบสันติปราศจากอาวุธนั้นมันล้าสมัยแล้วในการรบชิงเมืองคราวนี้จริงๆเมื่อเป็นสงครามย่อมมีความการสูญเสียจะสูญเสียอย่างไรให้สามารถกำชัยให้ลูหลานได้ความพร้อมทางกำลังและอาวุธจึงเป็นสิ่งจำเป็นอีกทั้งยุทธวิธีที่ถูกต้องจะยิ่งจำเป็นกว่าอีก  เวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ประชาชนจำเป็นต้องติดอาวุธสถานเดียวเท่านั้นจึงจะสามารถนำชัยกลับมาได้   อย่าไปกังวลกับกฎหมายใดๆ ระบบกฎหมายไทยที่ล้มเหลวไร้น้ำยาจนไม่มีใครยำเกรงอีกต่อไปเราจะไปกลัวเกรงอีกต่อไปหรือ    จริงๆ แล้วหากตอนจบยังเป็นประเทศไทยต่อไปก็ไปจบที่นิรโทษกรรมเหมือนเดิมแต่หากต้องแยกประเทศเพราะรบพุ่งในสภาพบ้านป่าเมืองก็เถื่อนหากคิดว่าเกิดสงครามกลางเมืองและตอนจบแยกประเทศกันอยู่แล้วละก็ อย่างไรเสียเราก็ต้องมีกระบวนการยุติธรรมเป็นของประเทศเราเอง มีรัฐบาลของเราเอง มีกฎหมายรัฐธรรมนูญของเราเองอยู่แล้ว   การจะทำอะไรทำจริงอย่าเย่าะแย่ะด็ดขาดอย่าให้นักพูดแกนนำคนใต้นักพูดเหล่านี้อาศัยเจตนาดีแต่ลวงเราไปตายรอบ 2 เด็ดขาด "นกในกรง" ภาคแรกจบไปอย่างบอบช้ำไปแล้วย่อมมีบทเรียน     หากจะต้องลั่นกลองรบอย่างที่ว่าแล้วไม่ติดอาวุธและก็มีฮาแน่ความจำเป็นที่จะต้องติดอาวุธให้ประชาชนสถานเดียวไม่อย่างนั้นเราจะเห็น "นกในกรง" ภาค 2 และคราวนี้จะบอบช้ำหนักกว่าเดิมเป็นทวีคูณ   มีแกนนำอ่อนแอเกมจะไปจบที่ความตายได้เสมอๆ   "จำปากกูไว้" พวกนกในกรง   และที่รู้มาตำรวจก็บ่นว่าให้ไปเผชิญหน้าม๊อบอำมาตย์ที่มีกำลังติดอาวุธแต่ให้แค่โล่กระบองติดตัวไปไม่ต่างอะไรกับให้ไปตาย จริงไหมแต๋ว เห็นหรือยังว่าประชาชนจำเป็นต้องติดอาวุธ อย่าให้มวลชนบ่นแบบตำรวจทีหลังว่า"พากูไปตายอีกและ" !!!!!!!          

เทวดานั่งดูสมบัติที่ล่วงหล่นลงสู่ประเทศไทยมากมายอย่างเสียดายแต่ก็อุ่นใจที่ได้แก้ไขปัญหาแม้จะแก้แบบโง่ๆ แต่เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศนี้จะไม่ได้เปรียบประเทศอื่นๆ ทั่วโลก...หลังเทวดาเอาคนเผ่าไทยมาวางลงที่ประเทศไทยเสร็จก็เหาะจากไป พร้อมคำพูดส่งท้าย "ซวยแน่ละประเทศมึง" คิดแล้วประเทศที่ได้เปรียบทางกายภาพภูมิภาพที่อยู่ตรงกลางอาเซียนซะเปล่า.......ต่อให้อีก 100 ปีข้างหน้าประเทศนี้จะเป็นประเทศล้าหลังไม่หยุดหย่อน คนไทยตั้งหน้าตั้งตาทำลายตัวเองและประเทศตัวเองอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยต่อไปอีกหลายพันปีหรือจนสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินไปเอง ใครจะไปเชื่อว่าคนที่เทวดาวางไว้ในไทยครั้งนั้นแท้จริงคือกลุ่มอำมาตย์ที่เอาแต่ถ่วงความเจริญ!!!!!!!

       ขณะที่อินทรีอีสานหย่อนบัตรลงหีบ ขณะที่บัตรกำลังลอยในอากาศลงไปภายในหีบนั้นช่างเป็นเวลาที่เนินนานที่สุดเท่าที่อิทรีอีสานเคยหย่อนบัตร  นานจนสามารถคิดไปต่างๆ นานาถึงเรื่องสิทธิหน้าที่พลเมืองไทย  ในแง่คิดหนึ่งก็ดีใจที่เรายังมีสิทธิในฐานะคนไทยคนหนึ่งหากมีการยึดอำนาจแล้วประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ นี่อาจจะเป็นการหย่อนบัตรครั้งสุดท้ายในฐานะที่เป็นคนไทยก็ได้ใครจะสามารถบอกได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตประเทศไทยโรบิน
      อินทรีอีสานเดินออกจากหน่วยเลือกตั้งแต่ความคิดต่างๆ นานาก็ยังคิดไม่หยุดความคิดมันเดินไปพร้อมกัน  วันที่เรามีประเทศที่มีภูมิประเทศได้เปรียบประเทศเพื่อนบ้าน  เป็นศูนย์กลางอาเซียนเป็นผืนแผ่นดินทองประเทศนี้มีคนกล่าวไว้เป็นตลกๆ  ประเทศไทยเทวดาได้หอบสมบัติมากมายไปแจกจ่ายประเทศต่างๆ ทั่วโลกให้มีทรัพยากรธรรมชาติเสมอภาคกันแต่พอเหาะผ่านประเทศไทยฉับพลันเทวดาได้ทำถุงสมบัติรั่วล่วงหล่นเต็มประเทศไทยเทวดาตกใจนึกในใจว่าประเทศไทยนี้ที่เทวดาทำถุงสมบัติรั่วลงเต็มประเทศไทยนี้จะต้องเจริญร่ำรวยที่สุดในโลกทั้งอาหารการกินและทรัพยากรอุดมสมบูรณ์แต่เทวดาคิดว่าหากปล่อยไปเช่นนั้นประเทศทั่วโลกจะต่อว่าเทวดาซะเปล่าแต่หาได้มีความเป็นธรรมไม่เทวดาคิดไม่ตกแต่เทวดาเกิดปิ้งไอเดียมีมนุษย์ที่ชอบทำลายตัวเองเผ่าหนึ่งเทวดาจึงคิดว่าควรอย่างยิ่งที่จะเอามนุษย์เผ่าหนึ่งที่เรียกว่า "คนไทย" เอาลงมาประเทศนี้เพื่อผลาญทำลายประเทศและทรัพยากรสมบัติที่เทวดาทำรั่วไว้.......เพื่อให้เกิดความสมดุลให้สมบัตินั้นหมดอย่างรวดเร็วนับเป็นความเฉียบแหลมคมของเทวดาตนนั้น   เราไม่ต้องสงสัยว่าทำไมประเทศไทยไม่เจริญไม่ไปไหนมาไหนเพราะมีคนที่เรียกตัวเองว่า "คนไทย" ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือ ทำลายล้างเผ่าพันธุ์ตัวเองและโกงกินคอรัปชั่นต่อให้มีทรัพยากรมากมายขนาดไหนหากที่ไหนมี "คนไทย" ปรากฎตัวที่นั้นจะล้าหลังล้าสมัยทุกข์ยากเย็นแสนเข็ญต่อให้ไปแข่งขันกับประเทศทั่วโลกที่ล้าหลังเกิดสงครามแต่ประเทศที่มาแข่งจะแซงไปได้ไม่ยากเย็นทิ้งให้ประเทศไทยอยู่ข้างหลังล้าหลังต่อไปอีกนาน   ประชาชนประเทศไทยเองก็ใช่ย่อยต่างแสแสร้งยิ้มพร้อมที่จะหลอลวงตัวเองได้ลงคอกับคำยกยอตัวเอง "ว่าสยามเมืองยิ้ม" แต่แท้จริงประเทศนี้เต็มไปด้วยอันตรายชิงดีชิงเด่นแย่งอำนาจมีการสังหารหมู่ประชาชนตัวเองกลางกรุงทุกวงรอบ 15 ปีรัฐประหารกันอย่างสนุกสนานมีอำมาตย์มีองค์กรอิสระ...ใช้ถ่วงความเจริญประเทศอย่างสมศักดิ์ศรีสมน้ำสมเนื้อ เทวดานั่งดูสมบัติที่ล่วงหล่นลงสู่ประเทศไทยมากมายอย่างเสียดายแต่ก็อุ่นใจที่ได้แก้ไขปัญหาแม้จะแก้แบบโง่ๆ แต่เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศนี้จะไม่ได้เปรียบประเทศอื่นๆ ทั่วโลก...หลังเทวดาเอาคนเผ่าไทยมาวางลงที่ประเทศไทยเสร็จก็เหาะจากไป พร้อมคำพูดส่งท้าย  "ซวยแน่ละประเทศมึง" คิดแล้วประเทศที่ได้เปรียบทางกายภาพภูมิภาพที่อยู่ตรงกลางอาเซียนซะเปล่า.......ต่อให้อีก 100 ปีข้างหน้าประเทศนี้จะเป็นประเทศล้าหลังไม่หยุดหย่อน  คนไทยตั้งหน้าตั้งตาทำลายตัวเองและประเทศตัวเองอย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยต่อไปอีกหลายพันปีหรือจนสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินไปเอง "โอเคป่ะ" !!!!!!!!!!

ม๊อบอำมาตย์ที่มีกองกำลังติดอาวุธ ที่ฝึกฝนการใช้อาวุธสงครามเป็นอย่างดี ทั้งท่าเล็งยิง การเล็งยิง การหมอบราบกับพื้นเล็งยิงเป็นการฝึกใช้ในสงครามทั้งสิ้นนี่มันม๊อบสีเขียวชัดๆ ฝ่ายประชาธิปไตยจะมาสันติปราศจากอาวุธไหวหรือมามือเปล่าก็กลับมือเปล่าตายเปล่า....เราจะเป็นนกในกรงเพียงปี 53 ปีเดียวเท่านั้นต่อไปต้องตาต่อตาฟันต่อฟันเท่านั้นไม่อย่างนั้นเราจะพ่ายแพ้ตลอดกาลและจะถูกกดขี่ตลอดชีวิตหากเกิดสงครามกลางเมืองหลังยึดอำนาจเราจะต้องขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมของเราเท่านั้นหลังประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ สงบ สันติ ปราศจากอาวุธมีแต่ในนิยายตลกๆ หากนำมาใช้จะเป็นนกในกรงภาค 2!!!!!!!!

      มีคนในประเทศนี้กี่คนสามารถสั่งกระบวนการยุติธรรมและสีเขียวได้....ภาพที่เห็น....นี่คือสิ่งที่กระบวนการยุติธรรมไทยไม่ยอมออกหมายจับแกนนำ และ ศ.รธน. เห็นว่าเป็นการชุมนุมแบบสันติ   แท้จริงม๊อบอำมาตย์เป็นกองกำลังติดอาวุธพร้อมรบมีความชำนาญการใช้อาวุธสงครามทุกชนิด   กองกำลังติดอาวุธที่อยู่ในม๊อบ กปปส. นั้นคือกองกำลังสีเขียวที่มีความชำนาญในการใช้อาวุธสงครามเป็นอย่างดีเยี่ยมทั้งการแสดงท่ายิงและการซุ่มยิงท่าเล็งยิงล้วนแต่เป็นท่าที่ถูกฝึกโดยในทัพสีเขียวเท่านั้น   การนอนนาบกับพิ้นแล้วยิง  ท่าเล็งยิงเป็นท่าเดียวเดียวกันที่สีเขียวฝึกใช้ทั้งสิ้นที่หลายคนเห็นในการฝึกฝนในสีเขียวที่ใชว์การใช้อาวุธ   กองกำลังติดอาวุธนี้ได้ออกจากค่ายสีเขียวมาเป็นม๊อบแฝงเร้นพร้อมใช้อาวุธสงครามที่เตรียมพร้อมสังหารประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยทั้งสิ้นนี่คือหลักสูตรชายชุดดำของอำมาตย์เมื่อปี 53 โรบิน
     เราได้ประจักษ์แล้วว่าการจะทำสงครามกลางเมืองกับอำมาตย์จะมามือเปล่าไม่ได้เสียแล้วไม่อย่างนั้นจะถูกกองกำลังติดอาวุธที่ยกกองกำลังจากสีเขียวมาเป็นม๊อบอย่างน้อย 90 เปอร์เซ็นต์ใน  ม๊อบอำมาตย์ที่มีองค์ประกอบเต็มไปด้วยสีเขียวเป็นส่วนใหญ่  มีคนจากใต้แค่10-20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น  การที่คนเสื้อแดงบอกว่าจะออกมาชุมนุมด้วยสันติปราศจากอาวุธจึงเป็นสิ่งที่คนอ่อนแอและนำไปสู่นกในกรงภาค 2 จึงนำมาใช้ไม่ได้อีกต่อไป  จะขลาดกลัวความผิดใดๆ ไม่ได้ต่อไปและหลังการต่อสู้เราจะต้องขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมของเราเท่านั้นหลังประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ   ยามที่ประเทศเต็มไปด้วยม๊อบที่มีกองกำลังติดอาวุธของอำมาตย์ที่แต่งนอกเครื่องแบบออกมาเป็นม๊อบแต่หากดูจากการใช้อาวุธและท่าเล็งยิงแล้วเป็นสีเขียวที่มีการฝึกฝนมาอย่างดีเยี่ยมพร้อมรบในสงคราม    ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องบอกตัวเองแล้วว่าไม่เป็นนกในกรงอีกต่อไปถ้าไม่อยากตายฟรี   การเสแสร้งเป็นคนดีสงบสันติปราศจากอาวุธของอำมาตย์แต่แท้จริงเป็นกองกำลังติดดาวุธจากสีเขียวถูกส่งมาเพื่อก่อความรุนแรงให้พยายามเข้าเงื่อนไขทำการรัฐประหารให้ได้   นี่ก็เป็นแผนการที่จะก่อความรุนแรงเพื่อปูทางไปสู้บทพระเอกเขียวมาห้ามทัพเหมือนปี 49 ปูทางไปสู่การยึดอำนาจ  ซึ่งประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยเองก็เตรียมรับมือการยึดอำนาจไว้นานแล้ว    การออกมาแสดงพลังโดยออกมาเดินขบวนนั้นเริ่มล้าสมัยไปแล้วเพราะไม่สามารถไล่รัฐบาลได้จริง   อำมาตย์จึงใช้กองกำลังติดอาวุธที่ฝึกฝนการใช้อาวุธมาอย่างดีทั้งการเล็งยิงและท่าหมอบราบกับพื้นเล็งยิงถ้าไม่ได้รับการฝึกฝนให้เป็นสัญชาติญาณในการนอนราบกับพื้นเล็งยิงได้    สงครามกลางเมืองที่เรากำลังจะเผชิญในอนาคตนั้นจะต้องเป็นสงครามที่สมน้ำสมเนื้อ   จะต้องเป็นแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน  อำมาตย์ใช้กองกำลังจากสีเขียว  ฝ่ายประชาธิปไตยจะมานั่งเป็นนกในกรงให้อำมาตย์ยิงเล่นมันมีแต่แพ้กับแพ้แถมตายฟรีและขึ้นกระบวนการยุติธรรมที่ฉ้อฉลของประเทศตอแหลแลนด์   ว่ากันว่าหากจะแพ้แล้วต้องรบเต็มที่แล้วหากแพ้ก็ไม่เสียใจอะไร แต่ที่จะเสียใจที่สุดคือหากฝ่ายประชาธิปไตยออกไปสู้แบบนกในกรง(สันติปราศจากอาวุธ)นั้นจะเป็นการสู้ที่อัปยศที่สุด   เมื่อปี 53 นั้นเราเป็นนกในกรงให้อำมาตย์ยิงเล่นสนุกสนานกลางเมืองหวง   สงครามกลางเมืองที่จะเกิดขึ้นหลังการรัฐประหารที่จะถึงนี้จะเป็นการรบเต็มรูปแบบทำซื่อบื้อไม่ได้เด็ดขาด  แกนนำใดอ่อนแอก็ควรหยุดบทบาทไปเพราะต่อไปหลังจากสงครามกลางเมืองแล้วเราหากจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเราจะต้องขึ้นกระบวนการยุติธรรมของเราเองไม่ยินยอมขึ้นกระบวนการยุติธรรมของอำมาตย์เด็ดขาดถึงวันนั้นก็แสดงว่าประเทศแตกเป็นเสี่ยงไปแล้วอย่าไปกลัวความผิดใดๆ  เราต้องไม่ตายฟรีอีกต่อไปสงครามย่อมไม่มีความปรานีดู The killing fields เขมรเป็นตัวอย่าง!!!!!!!!!!   

อำนาจเป็นอะไรเป็นนามธรรมและเป็นรูปธรรมไปในตัวเพราะมีอำนาจก็มีหน้าที่รับผิดชอบไปด้วย เงินที่ไปกองรออยู่ 2 ล้านๆ บาทใน พรบ.การสร้างรถไฟความเร็วสูงและงบบริหารจัดการน้ำอีก 3.5 แสนล้านเป็นหมาก็ต้องหาเหตุแย่งชิงอำนาจเพื่อเข้าไปบริหารงบ 2 ตัวนี้ให้ได้ อำมาตย์ลงทุนสร้างม๊อบไปนับหมื่นล้านแล้วประเทศวุ่นวายเสียหายไปแล้วหลายแสนล้าน อำมาตย์คิดว่าชักเปอร์เซ็นต์ 10-30 เปอร์เซ็นต์ก็เพียงพอกับเงินที่ลงทุนก่อม๊อบป่วนบ้านป่วนเมืองจนวุ่นวาย!!!!!!!!!


   
       นโรดม สีหนุ (เขมร: នរោត្ដម សីហនុ; นโรตฺฎม สีหนุ ออกเสียง โนโรด็อม สีหนุ[1]) (31 ตุลาคม พ.ศ. 246515 ตุลาคม พ.ศ. 2555) อดีตพระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรกัมพูชาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 - 2498 และ พ.ศ. 2536 - 2547 โดยการสละราชบัลลังก์ให้แก่พระราชโอรสนโรดม สีหมุนี และดำรงพระอิสริยยศเป็นพระมหาวีรกษัตริย์ (พระวรราชบิดา) ในท้ายสุด
พระองค์เป็นกษัตริย์แห่งกัมพูชา, ประมุขแห่งรัฐกัมพูชา และนายกรัฐมนตรีแห่งกัมพูชาหลายสมัย กระทั่งบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ได้ บันทึกไว้ว่า พระองค์ทรงเป็นนักการเมือง ที่ทรงดำรงตำแหน่งทางการเมืองมากมายที่สุดในโลก (the world's greatest variety of political offices) [2][3][4][5] กล่าวคือ เป็นพระมหากษัตริย์ 2 สมัย ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ (ดำรงตำแหน่งกษัตริย์โดยไม่ได้รับการบรมราชาภิเษก) 2 สมัย ประธานาธิบดี 1 สมัย นายกรัฐมนตรี 2 สมัย และประมุขแห่งรัฐของรัฐบาลพลัดถิ่นของพระองค์เองอีก 1 สมัย ทั้งนี้พระองค์เป็นหุ่นเชิดของรัฐบาลเขมรแดงช่วงปี ค.ศ. 19751976[6]  
   ที่มา..http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%A1_%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B8
           ทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2498 ให้แก่พระบาทสมเด็จพระนโรดม สุรามฤต พระราชบิดา เพื่อทรงดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา   สมเด็จพระนโรมดมสีหนุได้ตั้งพรรคการเมืองสังคมราษฎร์นิยมขึ้น มาเพื่อลงเลือกตั้งใน พ.ศ. 2498 โดยทรงชนะการเลือกตั้ง และได้ทรงบริหารดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีบ้าง ประมุขแห่งรัฐบ้างไปอีกถึง 15 ปี และที่สำคัญคือทรงเป็น "สมเด็จโอว" หรือ "สมเด็จพ่อ" ของประชาชนชาวกัมพูชานั่นเอง  โรบิน
         ความวุ่นวายทางการเมืองเขมรตามมามากมายจากบทความข้างต้นของ  เราจะเห็นต้นเหตุความวุ่นวายทางการเมืองเขมรนั้นมีที่ไปที่มาอย่างตาเห็น   การเมืองการปกครองในแทบเอเชียอาคเนย์นี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเพียงแต่หันไปมองการเมืองเขมรประกอบด้วยเพื่ออุดมปัญญา  เพีบงแต่เขมรได้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายไปแล้วที่เกิดสงครามกลางเมืองบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมากด้วยเหตุผลข้างต้น  การวิเคราะห์การเมืองแถบเอเชียอาคเนย์วิเคราะห์ไม่ยากเพราะไม่แตกต่างกันมากมายอะไร   เขมรเกิดสงครามการเมืองคนตายนับล้าน-2ล้านคนที่เดียวเพื่อแย่งชิงอำนาจ  หันมาทางตอแหลแลนด์ก็สภาพไร้ขื่อแปรอาจสังเวยชัวิตประชาชนนับล้านก็ได้เพราะแย่งชิงอำนาจจนหน้ามืดตามัวเพื่อให้ได้อำนาจตัวนี้ตัวเดียว   อำนาจเป็นอะไรเป็นนามธรรมและเป็นรูปธรรมไปในตัวเพราะมีอำนาจก็มีหน้าที่รับผิดชอบไปด้วย   เงินที่ไปกองรออยู่ 2 ล้านๆ บาทใน พรบ.การสร้างรถไฟความเร็วสูงและงบบริหารจัดการน้ำอีก 3.5 แสนล้านเป็นหมาก็ต้องหาเหตุแย่งชิงอำนาจเพื่อเข้าไปบริหารงบ 2 ตัวนี้ให้ได้  อำมาตย์ลงทุนสร้างม๊อบไปนับหมื่นล้านแล้วประเทศวุ่นวายเสียหายไปแล้วหลายแสนล้าน  อำมาตย์คิดว่าชักเปอร์เซ็นต์ 10-30 เปอร์เซ็นต์ก็เพียงพอกับเงินที่ลงทุนก่อม๊อบป่วนบ้านป่วนเมืองจนวุ่นวาย   อินทรีอีสานอ่านเกมการเมืองแล้วย้อนกลับไปอ่านประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของประเทศแถบเอเชียอาคเนย์แล้ว  นั่งอมยิ้มกรุ่มกริ่มเขินอายเล็กน้อยหันมาดูตอแหลแลนด์แล้วอดขำขันไม่ได้  ตลกไม่ออกโว๊ยประเทศจะแตกเป็นเสี่ยง!!!!!!!

คุณเคยคิดไหมประเทศนี้มีทหารก็เหมือนไม่มีเสียภาษีเป็นงบประมาณปีละนับแสนล้านไปโดยไม่ได้ประโยชน์ใดๆ จากทหารเลย......อินทรีอีสานคิดว่าการปล่อยให้สีเขียวทำรัฐประหารแล้วสู้กันก็ดีไปอย่างนอกจากฉีกรัฐธรรมนูญปี 50 ได้แล้วเราอาจได้ประเทศใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบแบบสากลแม้ประเทศไหม่จะเล็กลงไปบ้างแต่หากพัฒนาดีๆ ก็สามารถเจริญเท่าเกาหลีใต้ได้ไม่ยาก หลอกล่อปล่อยสีเขียวออกมารัฐประหารเสียแล้วไปรบกันชิงบ้านชิงเมืองกันไปเสียอย่าคาราคาซังต่อไปรำคาญหัวใจเป-ล่า "พอกันที"!!!!!!

       "ยิ่งกว่าดูหนังดาวพระอังคารเอ๊ย!ดาวพระศุกร์"   "มีทหารเหมือไม่มีเกียร์ว่างเลยมึง"   "ไร้ขื่อแปรเท่ากับไร้ฝีมืออ่นแอเกินไป"  เสียงบ่นเริ่มดัง  "ทำไมไม่ยิงแม่งมันทิ้งเลย เสียเวลา" เสียงบ่นป่นเบื่อหน่าย  "เมื่อไหร่จะจับตัวไอ้แกนนำเสียที"  สาเหตุหลักเครื่องไม้เครื่องมือป้องกันประเทศเหตุร้ายอย่างทหารกลับทำตัวเกียวร์ว่างรอส้มหล่นกูไม่เกี่ยว .....เสียงดังระงมให้เริ่มใช้ความเด็ดขาดกับม๊อบเสียที  ขณะที่อีกกลุ่มไปจุดเทียนเขียนสันติภาพ  "อย่าใช้ความรุนแรงกับม๊อบ"  ไม่ใช้ความรุนแรงก็ไม่จบมันจบที่ไหนเพราะม๊อบก็เป็นหนึ่งในแผนอำมาตย์ที่ลงทุนลงแรงก่อม๊อบเองจนบ้านเมืองฉิบหายวายวอด   การจบที่ความรุนแรงอาจจำเป็นเช่นกัน....เพื่อรอพวกที่รอขี่ม้าขาวก็จะออกมายึดอำนาจเหมต่อไปคือสงครามกลางเมืองแบบเจมรและเวียดนามจะได้จบเสียที.....ประชาชนส่วนใหญ่ก็หาได้อินังขังขอบกับสีเขียวที่จะยึดอำนาจไม่.....แต่รอสวนอยู่เต็มพิกัดกะให้พังไปข้างไปเลยแบบอย่าอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันอีกเลยถ้าอำมาตย์ชอบรัฐประหารก็ออกมาซะเดียวนี้   กระบวนการถถังยังรอเกมยึดอำนาจต่อไปขณะที่เกมที่จะเดินต่อจากกระบวนการรถถังออกมาคือการสวนกลับของประชาชนด้วยสนองสีเขียวและอำมาตย์ด้วยสงครามกลางเมืองและพร้อมของขวัญส่งมอบอำมาตย์ด้วยแผ่นดินแตกเป็นเสี่ยง    หากการรุนแรงหรือแตกหักกันที่ความรุนแรงทางกายภาพเพื่อประชาชนจะต่อเกมสงครามกลางเมืองก็มีเกมต่อๆ กันจนสิ้นชาติไปเลยสมใจอำมาตย์เสียสิ้นโรบิน
          ความจำเป็นที่จะอาศัยความโง่เขลาเบาปัญญาสีเขียวทะเล่อทะล่าออกมาฉีกรัฐธรรมนวยหัวคูณปี 50 ยังมีความจำเป็นที่จะต้องทำต่อไปเพราะรัฐธรรมนวยฉบับนี้แก้ไขยากมากเต็มไปด้วยหมากกลซ่อน 2-3 ชั้นจะต้องใช้วิธีเดียวฉีกทิ้งด้วยสีเขียวเท่านั้น   การหยิบยืมมือพวกขุนสีเขียวเลวโง่เขลากลุ่มนี้ออกมาฉีกรัฐธรรมนวยยังมีความจำเป็นอยู่  ฝ่ายประชาธิปไตยอาจเห็นว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งเลวร้ายเสมอก็จริงอยู่แต่ในทัศนะของอินทรีอีสานคิดว่า   "การฉีกรัฐธรรมนูญฉบับหัวคูณนี้ยังมีความจำเป็นอย่างมาก"   หลังฉีกเสร็จแล้วในวินาทีนั้นจะต้องสู้กันอย่างจริงจังเพื่อให้ได้ชัยชนะแล้วร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนและประชาธิปไตยฉบับประชาชน   คำถามคือหากฝ่ายประชาธิปไตยแพ้จากการต่อสู้ล่ะ   หากดูสภาพบ้านเมืองตอนนี้ก็เป็นสภาพไร้ขื่อแปรอยู่บ้านป่าเมืองเถื่อนสีเขียวก่อม๊อบร่วมกับอำมาตย์  รัฐบาลจากการเลือกตั้งนั้นก็ยังไม่มีคำตอบในเวลานี้บ้านเมืองหลงทางเต็มไปด้วยค่ายกล 2 ชั้น 3 ชั้นของอำมาตย์อินทรีอีสานคิดว่าขุนสีเขียวเลวกำลังรอรัฐประหารอยู่เช่นกันแต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็รอสวนเช่นกัน    การสู้จะต้องจริงจังหากสู้อย่างไม่จริงจังเมื่อไหร่จะเอาแค่ต้านรัฐประหารพอเป็นพิธีของบางกลุ่มที่ออกทีวีทุกวันนั้นไม่อาจนำไปสู่ประชาธิปไตยจริงๆ ได้อาจนำไปสู่หายนะมหาศาลในภายหน้าหากประชาชนส่วนใหญ่แพ้จะเข็ดขยาดอำมาตย์ไปอีกนานนี่คือสิ่งที่จะต้องยืนยันว่าจะสู้ก็สู้เต็มที่   การออกมาพูดเป็นทอล์คโชว์นี่ยิ่งตลกใหญ่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น   จริงอยู่การชุมนุมจากม๊อบอำมาตย์ซึ่งเดี๋ยวนี้ม๊อบใช้กำลังสีเขียวเป็นแกนกำลังหลักในการเดินเกมม๊อบและมีม๊อบคนใต้เป็นตัวเสริมแม้มีแนวโน้มนับวันจะอ่อนลงไปเรื่อยๆ ก็ตามแต่พวกอำมาตย์ไม่สามารถทนรอไหวสุดท้ายทุนที่เททิ้งเรี่ยลาดนับหมื่นล้านในการก่อม๊อบกำลังจะหมดลง  อำมาตย์เหลือทุนอีกก้อนวางเกมยึดอำนาจเอาใว้เอาใว้ใช้จ้างขุนสีเขียวเลวรัฐประหารอีกหลายพันล้านนั้นกำลังรอเวลาบางเวลาอยู่    พวกอำมาตย์พวกนี้เคยใช้ความรุนแรงกับมวลชนเมื่อปี 53 แล้วใส่ข้อหาผู้ก่อการร้ายใส่มวลชนเสื้อแดงมาแล้วและการรัฐประหารครั้งนี้เชื่อว่าอำมาตย์จะใช้ความรุนแรงแบบยิงนกในกรงอีกแน่   ความเตรียมพร้อมของประชาชนที่จะสู้กับอำมาตย์ทุกรูปแบบต่างหากที่จะนำประชาชนรอดพ้นภัยพิบัติคราวนี้ไปได้และหากไม่เย่าะแย่ะสู้พอเป็นพิธีหรืออ้างสนติอหิงสาบ้าๆ บอๆ อย่างปี 53 เราจะเหลืออะไรการไม่ยอมเป็นนกในกรงและจะรบชนะอำมาตย์ด้วยจำนวนคนที่มากกว่าและหากสู้กันทุกรูปแบบเราจะชนะไปในที่สุด   คุณเคยเบื่อไหมกับรัฐบาลอ่อนแอไร้ความสามารถเต็มไปด้วยความกลัวรุนแรงดาวอังคารเอ๊ยดาวพระศุกร์.......คุณเคยรู้สึกอึดอัดกับคำตัดสินขององค์กรอิสระกับความยุติธรรมที่ฉ้อฉลจนคุณลุ้นจนเป็นประสาทแดก.....คุณเคยเบื่อหน่ายกับสภาพบ้านเมืองไร้ขื่อแปรไหม...คุณเคยเก็บกดไหมว่าคุณเห็นคุณรู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังม๊อบอำมาตย์ที่ประกอบไปด้วยสีเขียวเต็มม๊อบไปหมดขณะที่พวกสีเขียวปล่อยเกียร์ว่างจนเราคิดว่าประเทศเสียภาษีเป็นเงินเดือนให้พวกมันทำไม...คุณเคยคิดไหมประเทศนี้มีทหารก็เหมือนไม่มี...เสียภาษีเป็นงบประมาณปีละนับแสนล้านไปโดยไม่ได้ประโยชน์ปกป้องบ้านเมืองใดๆ จากทหาร......อินทรีอีสานคิดว่าการปล่อยให้สีเขียวทำรัฐประหารแล้วสู้กันก็ดีไปอย่างนอกจากฉีกรัฐธรรมนูญปี 50 ได้แล้วเราอาจได้ประเทศใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยเต็มใบแม้ประเทศไหม่จะเล็กลงไปบ้างแต่หากพัฒนาดีๆ ก็สามารถเจริญเท่าเกาหลีใต้ได้ไม่ยาก   หลอกล่อปล่อยสีเขียวมันออกมารัฐประหารเสียแล้วไปรบกันชิงบ้านชิงเมืองกันไปเสียอย่าคาราคาซังต่อไปรำคาญหัวใจเป-ล่า "พอกันที" !!!!!!!  

การหลอกล่อให้ขุนทหารเลวทำการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญปี 50 ทิ้งไป และฝ่ายประชาธิปไตยเสียงส่วนใหญ่ทางอีสานเหนือจะประกาศไม่ยอมรับการรัฐประหาร..ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญปี 50 ก็โดนฉีกโดยทหาร บทบัญญัติที่ว่าประเทศเป็นรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ก็ไม่มีไปด้วย........นี่คือปฐมบทประเทศแตกนั้นเองการประกาศไม่รับอำนาจศาลไทยทางอีสานเหนือก็จะเป็นดั่งครั้งฝรั่งในสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ก็จะปรากฎทางเหนืออีสานด้วย อยู่เป็นประเทศดีดีไม่ชอบสงสัยแยกกันอยู่คงจะเจริญเป็นแน่แท้.......ความยุติธรรมก็ไม่มีแล้วจะอยู่ด้วยกันทำไมพวกหนึ่งทำอะไรไม่ผิดนี่ยังจะอยู่ด้วยกันอยู่อีกหรือมันอึดอัดดีแท้แต๋ว ...อย่างนี้ก็ไม่ไหวประสาทจะแดกเปล่าๆ!!!!!!!!

        การหลอกล่อให้ทหารรัฐประหารอาจกลายเป็นสิ่งจำเป็นเสียแล้วฝ่ายประชาธิปไตยกับอำมาตย์ก็สู้กันใครชนะก็ยึดประเทศไปเพราะรัฐธรรมนูญปี 50 นี้อำมาตย์วางค่ายกลไว้เสียจนแก้ไขไม่ได้เลยนอกจากฉีก....ถามว่าใครจะฉีกก็ทหารไงเป็นคนฉีกแล้วประชาชนก็สู้กับอำมาตย์ชิงดำกันไปใครดีใครอยู่ไปเลยโรบิน
        ใครมาเป็นรัฐบาลตอนนี้หรือได้อำนาจไปก็ปกครองยากลำบากสำหรับประเทศนี้ที่ผ่านมาหลายสิบปีเท่าที่เจริญมาทุกวันนี้เพราะภูมิประเทศเป็นใจนักท่องเที่ยวต่างหลั่งไหลมาเสพสุขทั้งเรื่องกามและท่องเที่ยวและยาเสพติดรวมอยู่ในที่ๆ เดียว นายกวันนี้ดั่งขื่อคาคอที่เดียวเพราะเมื่อไม่อยากมือเปื้อนเลือดในการปราบม๊อบจึงอยู่ในฐานะตั้งรับตลอดเวลาอึดอันจนประชาชนเสียงส่วนใหญ่นั่งดูประสาทจะแดกแทนแต่การจะตกไปจากตำแหน่งโดยชอบธรรมนั้นการจะยังถือความชอบธรรมจะต้องไปโดยไม่ทหารยึดอำนาจก็องค์กรอิสระทำให้ตกจากตำแหน่งนายกไปความชอบธรรมจะยังอยู่ที่ฝ่ายประชาธิปไตย   ใครได้อำนาจมาปกครองวันนี้ก็ถือว่าซวยฉิบหาย....โอกาสมือเปื้อนเลือดมีมากหากจะหักดิบมวลชน    เพราะหากรัฐประหารมวลชนฝ่ายเสียงข้างมากฝ่ายประชาธิปไตยไม่ยอมอยู่แล้ว   แต่ฝ่ายอำมาตย์อาศัยความหน้าด้านหน้ามึนกว่า...จะปล้นอำนาจอำมาตย์เองก็รู้ว่าได้อำนาจไปก็ปกครองไม่ได้โอกาสมือเปื้อนเลือดมีสูงเพราะประชาชนเสียงส่วนใหญ่ไม่ยอมแน่.....อีกนัยหนึ่งนั้นแสดงว่าอำมาตย์พร้อมมือเปื้อนเลือดจึงพยายามปล้นอำนาจ   การจุดเทียนเขียนสันติภาพนั้นก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อำมาตย์ยับยั้งชั่งใจในการสั่งการขุนทหารเลวบางคนให้ชะลอยึดอำนาจไว้ก่อนชั่วคราวรอดูกระแสทิศทางลมและกระแสโลกที่พัดโบกสบัดแรง    อำมาตย์ไม่ได้หวังว่าจะได้อำนาจจริงๆ แบบ ก่อนปี 2475 มาปกครองทั้งประเทศแต่พวกอำมาตย์ก็หวังแค่ว่าได้ปกครองแบบมีอำนาจจริงๆเอาแค่ด้ามขวานไปก็ยังดี  เพราะอำมาตย์ก็รู้เต็มอกว่าการยึดอำนาจครั้งนี้อาจทำประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ แน่เลย  สาเหตุที่อำมาตย์ต้องช่วงชิงอำนาจในช่วงนี้เพราะเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากจะต้องจัดการบางอย่างจะต้องมั่นใจในการบริหารจัดการสมบัติอันมากมายล้นพันและวางแผนอำนาจไปในทิศทางที่ต้องการปกครองจริงๆ  สมบัติที่มีล้นพ้นแบงค์บริษัทในเครือทั้งสถานะทางสังคมหากเทียบกาลเวลาที่อำมาตย์เหลืออยู่ไม่มากหากคนที่จะมาเป็นคนบริหารจัดการสมบัติและบริวารคนต่อไปไม่ดีพออาจถึงกับล่มจมกว่าปี 2475และสถานะทางสังคมอาจสูญสิ้นไปด้วย    อำมาตย์เองก็ตั้งใจก่อม๊อบอันประกอบไปด้วย ..ม๊อบสีเขียวที่ปนอยู่ในม๊อบเป็นตัวยืนนับพันๆคน ม๊อบในนามอำมาตย์เองประกอบไปด้วยพวกดาราเหลืองอ๋อยรับจ้างและกลุ่มมีอาชีพทางวิชาการทางการศึกษา สาธารณะสุขต่างๆ พ่อค้าสายอำมาตย์  ม๊อบจากพรรคการเมืองอำมาตย์เองอันเป็นฐานเสียงอยู่แล้วทางใต้และกรุงเทพบางส่วน    แต่อย่างไรเสียใครก็ตามมาได้อำนาจช่วงนี้ก็อยู่ในสภาวะลำบากเสียสิ้นเพราะหากไม่อยากมือเปื้อนเลือดก็อยู่ในภาวะบ้านเมืองไร้ขื่อแปรอย่างที่ตาเห็น   หากอำมาตย์ได้อำนาจก็ต้องสู้กับม๊อบเสียงส่วนใหญ่หากทำปราบม๊อบมือก็ต้องเปื้อนเลือดนี่คือคำตอบที่ว่า  ประเทศเราไม่อาจดำรงอยู่เป็นหนึ่งเดียวได้เพราะปกครองไม่ได้อีกต่อไปม๊อบอำมาตย์ทำตัวอย่างการยึดสถานที่ต่างๆ และคุดคามข้าราชการเป็นตัวอย่างแล้วยังไม่ผิดม๊อบที่จะตามมาก็สามารถทำได้ไม่ยากเย็นอะไร   หากจะพัฒนาร่มเย็นเป็นสุขก็ต้องแยกกันอยู่ใครมีอุดมการณ์อย่างไรรักใครไม่ชอบใครก็จะได้ไม่เห็นผู้นั้นมาปกครองก็แยกกันไป   อาจถึงคราวจำเป็นที่จะหลอกล่อให้ขุนทหารเลวโง่ๆ ออกมาทำการรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญปี 50 ทิ้งไปเพราะแก้ไขไม่ได้นอกจากฉีกเราจะรักษารัฐธรรมนูญฮบับนี้ไว้ทำไมความยุติธรรมก็ไม่มียังจะพากันรักษาไว้อีก  และฝ่ายประชาธิปไตยเสียงส่วนใหญ่ทางอีสานเหนือจะประกาศไม่ยอบรับอำนาจคณะรัฐประหารและรัฐธรรมนูญปี 50 ก็โดนฉีกโดยทหารไปด้วยเป็นการดีเสียอีก  บทบัญญัติที่ว่าประเทศเป็นรัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ก็ไม่มีไปด้วย........นี่คือปฐมบทประเทศแตกนั้นเองการประกาศไม่รับอำนาจศาลไทยทางอีสานเหนือก็จะเป็นดั่งครั้งฝรั่งในสมัยอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ก็จะปรากฎทางเหนืออีสานไปด้วย   อยู่เป็นประเทศดีดีไม่ชอบสงสัยแยกกันอยู่คงจะเจริญเป็นแน่แท้.......ความยุติธรรมก็ไม่มีแล้วจะอยู่ด้วยกันไปทำไมพวกหนึ่งทำอะไรไม่ผิดนี่ยังจะอยู่ด้วยกันอยู่อีกหรือมันอึดอัดดีแท้แต๋ว ...อย่างนี้ก็ไม่ไหวประสาทจะแดกเปล่าๆ ฉีกมันทิ้งเถอะทหาร.....รัฐธรรมนวยหัวคูณฉบับนี้แม้แต่พวกอำมาตย์และสมุนร่างเองแท้ยังอยากจะฉีกเสียเองแลเวเราฝ่ายประชาธิปไตยค้านมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้วก็ควรให้ทหารฉีก  เมื่อรัฐประหารเราก็ออกมาสู้กันอำมาตย์เองหลังจากฉีกรัฐธรรมนูญปี 50 แล้วจะต้องรบแย่งอำนาจกับประชาชนเสียงส่วนใหญ่ใครดีใครอยู่ไปเลยเราจะได้นำรัฐธรรมนูญปี 40 มาปรับปรุงแก้ไขต่อไปหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมือง เอาเลยฉีกเลยทหาร!!!!!!!!!!        

การยึดอำนาจรัฐประหารขุนสีเขียวทำได้ไม่ยาก.......แต่เอาอำนาจไปไม่ได้เพราะรัฐบาลไม่ใช่เจ้าของอำนาจแต่ประชาชนต่างหากคือเจ้าของอำนาจเมื่อประชาชนคือเจ้าของอำนาจโดยสมบูรณ์ขุนทหารยึดอำนาจก็จะรบกับประชาชนเจ้าของอำนาจตัวจริง ขุนสีเขียวคิดจะรบกับประชาชนหลายสิบล้านคนนี่คือความหนาวที่ขุนสีเขียวจะไม่เคยหนาวมาก่อน ยึดอำนาจได้แต่เอาอำนาจไปไม่ได้หากอยากได้อำนาจก็ต้องรบกับประชาชน "หนาวแทนว่ะ"!!!!!!

          respect boom vote นำหน้า respect my vote   "คิดจะสร้างหลักฐานเท็จระเบิดการเมืองแล้วใส่ร้ายตำรวจรู้หรือยังว่าคนที่ชำนาญการสืบสวนสอบสวนก็คือตำรวจคิดดีหรือยังจะใส่ร้ายตำรวจ" พวกสีเขียวนี่เอ่อไม่บ้าก็โง่เขลาเบาปัญญา...ใส่ร้ายใครไม่ไปใส่ร้าย.....ตำรวจเขาชำนาญแกะรอยคนร้ายโดยอาชีพอยู่แล้วเมื่อสีเขียวลองดีตำรวจเข้าให้   ม๊อบสีเขียวกับระเบิดการเมืองกำลังทำงานอย่างสนุกสนานสอดประสานกับม๊อบเป็นเนื้อเดียวกัน(รักย่อมเข้าใจในรักดั่งสีเขียวย่อมเข้าใจในระเบิด)การสร้างสถานะการณ์ของอำมาตย์กำลังเดินไปเพื่อหาเหตุไม่ขนอาวุธกลับกรมกอง   เงินที่ลงทุนก่อม๊อบมานานนับหลายพันล้านได้ละลายทิ้งไปกับสายลมอำมาตย์ผู้อยู่เบื้องหลังม๊อบกับการตัดสินใจทำรัฐประหารกับกระแสโลก (wind of change)  ได้โอบล้อมประเทศตอแหลแลนด์อย่างน่ารักน่าชัง  อำมาตย์ที่มุ่งหน้าไปสู่การถอยหลังตัวเองกลับไปก่อนปี 2475 โรบิน
          อำมาตย์ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ใดๆ ทั้งสิ้นกับความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวงทั้งที่เป็นตัวการวางแผนเป็นเวลาหลายเดือนเพียงประกาศว่าพวกอำมาตย์ยังอยู่ครบทุกตัว    การล้มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาสู่ระบอบประชาธิปไตยคือต้นเหตุความวุ่นวายมา 80 กว่าปีที่มีประชาธิปไตย    หากมองย้อนอดีตสยามได้รุกรานไปหลายดินแดนในภูมิภาคสุวรรณภูมิ   ประเทศราชที่เคยขึ้นกับสยามเหล่านั้นได้หลุดพ้นไปเป็นเอกราชเพราะอังกฤษ ผรั่งเศษเข้ามาล่าอาณานิคม  เหลือแต่อีสานเหนือและปัตตานีเท่านั้นที่ไม่อาจหลุดพ้นจาการครอบครองของสยามประเทศ   เมื่อได้เป็นดั่งประเทศราชและถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศแล้วทัศนคติดูถูกดูแคลนของสยามต่อคนอีสานเหนือก็หาได้เปลี่ยนแปลงไป..ได้ถูกเล่าต่อตกทอดสู่ลูกหลานสยามประเทศให้เกิดทัศนคติดูถูกดูแคลนคนเหนืออีสานไปด้วยถึงปัจจุบัน  คนใต้เองก็หาได้มีศักดิ์มีศรีใดๆไม่...เมื่อไม่มีศักดิ์ศรีก็เอาแต่พินอบพิเทาเลียเเข้งเลียขาอำมาตย์ การเสียสิ้นเมืองเพราะเมืองนครศรีธรรมราชก็ถูกกลืนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามเช่นกันอย่าหลงลำพองว่าตัวเองมีศักดิ์ศรี    เมื่อระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชล้มสลายไป(ดั่งคำสาปพระเจ้าตาก)   กลับมาสู่ยุคปัจจุบันเมื่อคนอีสานเหนือมีประชากรมากกว่าทุกภาค(เป็นกฎของประชาธิปไตยเสียงส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครอง)  แต่พวกสยามในอดีตที่ตกยุคอวตารมาเป็นพวกอนุรักษ์นิยมตกขอบแสดงจะริตจะกร้านยอมรับรัฐบาลที่ตั้งโดยคนเหนืออีสานไม่ได้เพราะมีทัศนะคติดูถูกคนอีสานเหนือแต่ต้น "ไอ้เสี่ยว ไอ้หน้าลาว เป็นคำอุทาน! ที่เผลอปากเวลาเห็นใครทำอะไรเปิ่นๆ หลุดปากไม่รู้ตัว    (จึงเกิดคำ 3แสนดีกว่า 15 ล้านเสียง)  เมื่อสยามถูกปกครองโดยคนเหนืออีสานผ่านการเลือกตั้งนี่เองกลุ่มอำมาตย์ที่สูญเสียอำนาจมาแต่คราวปี 2475 จึงไม่อาจยอมรับได้จึงเพียรพยายามยึดอำนาจรัฐประหารโดยผ่านเครื่องมือทหารและปัจจุบันพยายามใช้ตุลาการวิบัติองค์กรอิสระเพื่อตบตาชาวโลก    ความยุติธรรมแบบฉ้อฉลที่องค์กรอิสระขยะที่อำมาตย์สร้างใว้คราวกระชับอำนาจด้วยการรัฐประหารปี 49 ได้เดินทางมาถึงจุดต่ำสุดเกินที่จะเดินเกมต่อไปเพราะประชาชนรู้แล้วว่าองค์กรอิสระที่เดี๋ยวนี้เดินสะเปะสะปะไปมาดั่งคนเมาคือเครื่องมือสืบทอดอำนาจของอำมาตย์    เหลือเครื่องมือเดียวที่พอจะพึ่งได้คือขึนสีเขียวที่เดี๋ยวนี้ก็กล้าๆ กลัวๆ ว่าหลังรัฐประหารจะคุมเกมไม่อยู่อีกต่อไปเพราะประชาชนได้ตื่นจากภาพลวงดาที่อำมาตย์สร้างไว้มาหลายสิบปีกว่าครึ่งศตวรรษการยึดอำนาจรัฐประหารขุนสีเขียวทำได้ไม่ยาก.......แต่เอาอำนาจไปไม่ได้เพราะรัฐบาลไม่ใช่เจ้าของอำนาจแต่ประชาชนต่างหากคือเจ้าของอำนาจเมื่อประชาชนคือเจ้าของอำนาจโดยสมบูรณ์ขุนทหารยึดอำนาจก็จะรบกับประชาชนเจ้าของอำนาจตัวจริง  ขุนสีเขียวคิดจะรบกับประชาชนหลายสิบล้านคนนี่คือความหนาวที่ขุนสีเขียวจะไม่เคยหนาวมาก่อน  ยึดอำนาจได้แต่เอาอำนาจไปไม่ได้หากอยากได้อำนาจก็ต้องรบกับประชาชน  "หนาวแทนว่ะ"!!!!!!!!

ไม่ใช่มือที่ 3 ที่ไหนหรอกแต๋วระเบิดการเมืองให้คนของตัวเองไปปาระเบิดบ้านตัวเอง ส่วนสงครามกลางเมืองหากเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องหันหน้ามาสู้เต็มกำลังและทุกรูปแบบเพื่อลูกหลานเผ่าพันธุ์คนอิสานเหนือของเราเองหรือไง!!!!!!!!

          การย้ายบุคคลสำคัญออกจากกรุงเทพเมื่อหลายเดือนก่อน นั้นก็อยู่ในแผนอำมาตย์ที่วางไว้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นที่กรุงเทพในวันนี้ดั่งตาเห็นรู้ล่วงหน้านี่ย่อมประจักษ์อำมาตย์เองก็รู้ว่าหากเดินแผนอำมาตย์ก่อม๊อบนี้กรุงเทพจะเกิความวุ่นวาย  ส่วนระเบิดการเมืองก็เกิดจากตัวเองระเบิดบ้านตัวเองเพื่อหาความชอบธรรมอะไรบางอย่าง  แต่ม๊อบอำมาตย์เลยเถิดยึดสถานที่ราชการและก่อการกบฎแผ่นดินจนอำมาตย์เกิดภาวะ "ความชอบธรรม" กำลังเป็นสิ่งที่เหล่าเครือข่ายอำมาตย์ต้องการด่วน ความชอบธรรมในการชุมนุม  ความชอบธรรมในการแสดงวิชาการที่จะไม่เอาเลือกตั้งของนักวิชาเกินที่อำมาตย์ต้องเร่งซื้อเข้ามาในสังกัดให้มากที่สุด  ยิ่งนักวิชาเกิที่ออกกลางแต่มีแนวโน้มไปทางออกเหลืองยิ่งต้องเร่งซื้อเข้าสังกัดยิ่งการเอา ตำแหน่งศาตราจารย์มาล่อนักวิชาเกินเหล่านี้ดิ้นเด้งรับเข้าคอกง่ายขึ้นเราจึงเริ่มเห็นนักวิชาเกินเหล่านี้เริ่มเพี้ยนหนักข้อขี้นไปและที่ยังแข็งขืนอยู่ก็จะทะยอยซื้อไปเรื่อยๆ   เมื่อเหล่านักวิชาเกินเหล่านี้ออกมาเหาหอนจะเอาปฎิรูปก่อนเลือกตั้งหนักข้อขึ้น   รู้ทั้งรู้ว่าการปฎิรูปก่อนเลือกตั้งก็คือการนำระบอบ 70:30 มาใช้คือเลือกตั้ง 30 ลากตั้ง 70 นั้นเองการที่เหล่านักวิชาเกินพยายามเข้าคอกอำมาตย์ก็จะได้อนิสงค์ได้เป็น ส.ส แบบลากตั้งคืออำมาตย์แต่งตั้งเข้าไปแบบเดียวกับ ส.ว ลากตั้งโรบิน
            ช่วงนี้การค้าขายสินค้าชนิดหนึ่งที่อำมาตย์ต้องการซื้อเป็นอย่างมากในตลาดมืดคือ "ความชอบธรรม" เป็นสินค้าที่ขาดตลาดในความต้องการของอำมาตย์  แต่ในสายประชาธิปไตยนั้น "ความชอบธรรม" เป็นสิ่งที่มีอย่างเหลือล้นตามสากลนิยมสนับสนุน   อำมาตย์ขาดความชอบธรรมอย่างมากในสายตาประชาชนเสียงส่วนใหญ่และประเทศประชาธิปไตยในโลก   ทำไมการรัฐประหารจึงชะลอไปก่อนทั้งที่อำมาตย์จะใช้ปิดเกมอยู่แล้ว เพราะวันนี้สีเขียวขาดความชอบธรรม ทั้งที่ขนอาวุธยุทโธปกรณ์มามากพร้อมทำ    ขุนทหารบางคนได้ติเตียนอำมาตย์ว่าผมพร้อมแล้วแต่พวกท่านไม่สามารถสร้างความพร้อมและความชอบธรรมให้สีเขียวลงมือได้    ม๊อบอำมาตย์ขาดความชอบธรรมพลอยทำให้ขุนสีเขียวที่จะลงมือรัฐประหารก็พลอยขาดความชอบธรรม   การรัฐประหารเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายร้ายแรงเพราะล้มล้างการปกครองโทษถึงประหารจะต้องอาศัยบทพระเอกอย่างเดียวเท่านั้น "ความชอบธรรม" จะต้องเปี๊ยะขุนสีเขียวจึงออกมามายึดอำนาจได้    ยิ่งต่างประเทศมหาอำนาจหนุนการเลือกตั้งยิ่งยากใหญ่เข้าไปอีก   อำมาตย์มีเครือข่ายธุรกิจที่พร้อมจะเป็นสปอนเซอร์ให้เหล่าสื่อฟรีทีวีและหนังสือพิมพ์อำมาตย์จึงเร่งซื้อสื่อเหล่านี้เพื่อเพิ่มความชอบธรรมอีกทางหนึ่ง  เราจึงเห็นสื่อเหล่านี้เพี้ยนผิดจริตไปขาดความเป็นกลาง   เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพวกอำมาตย์วันนี้ขาดความชอบธรรมขั้นสูงสุดความวุ่นวายทั้งหมดนี้เกิดจากอำมาตย์ต้องการอำนาจ   เครือข่ายอำมาตย์ที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญปี 50 กำลังทำงานแบบสะเปะสะปะเพราะต่างก็ขาดความชอบธรรมทั้งสิ้น  องค์กรอิสระขยะก็ออกทะเลเร่งคดีฝ่ายประชาธิปไตยแบบสะเปะสะปะขาดความชอบธรรมหนักจนสื่อนอกจากเยอรมันโจมตีหนักถึงความยุติธรรมฉ้อฉลในองค์กรอิสระขยะ    อำมาตย์รู้ว่าหากเลือกตั้งสำเร็จโดยขาดพรรคอำมาตย์ในสภากลไกของอำมาตย์วางไว้ในรัฐธรรมนูญปี 50 จะถูกทำลายไปด้วยการแก้กฎหมายในรัฐสภาสะดวกขึ้นไปอีกมาก   การขัดขวางการเลือกตั้งก็เป็นหนึ่งในแผนอำมาตย์เราจึงเห็นความวุ่นวายในการเลือกตั้งต่อไปอีก แต่อย่างไรก็ตามความวุ่นวายเหล่านี้จะมีอย่างไรก็ตาม  เราจะต้องไปเลือกตั้งให้เดินต่อไปแล้วทุกอย่างจะค่อยๆ คลายตัวไปเรื่อยๆ แม้องค์กรอิสระพยายามชี้ว่าเลือกตั้งครั้งนี้อาจเป็นโมฆะ.......นี่คือสงครามทุกรูปแบบที่เราจะต้องรบทั้งด้วยปัญญาและสุดท้ายอาจต้องรบกันด้วยกำลังและอาวุธก็อาจเป็นไปได้จนถึงขั้นสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินนี้แตกเป็นเสี่ยงๆ กลายเป็นแผ่นดินใหม่หลายประเทศในวันหน้าก็ตาม  และสงครามกลางเมืองไม่ใช่สิ่งหน้ากลัวอะไรมากมายเพราะการอยู่แบบถูกกดขี่เป็นทาสย่อมไร้ศักดิ์ศรี  เมื่อเกิดสงครามกลางเมืองเราก็ต้องสู้เต็มที่ทุกรูปแบบเพื่อเราจะได้หลุดพ้น  หากสู้เยาะแยะเราจะตกเป็นทาสโดยสมบูรณ์อาจไม่มีโอกาสได้โงหัวขึ้นอีกเลยจนชั่วลูกหลานแต๋ว  สงครามกลางเมืองหากเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องหันหน้ามาสู้เต็มกำลังและทุกรูปแบบเพื่อลูกหลานเผ่าพันธุ์คนอิสานเหนือของเราเองหรือไง!!!!!!!  

"หากลงมือทำรัฐประหารครั้งนี้ลงไปแล้ว ประเทศจะไม่สามารถกลับมายืนในจุดเดิมที่เห็นอยู่ในวันนี้" แต๋ว !!!!!!!

         "ท่านครับเศรษฐกิจเสียหายยับเยินจากการที่ท่านก่อม๊อบแล้วครับ"  ลูกน้องรับใช้แทบเท้ารายงานหน้าตาตื่น  มหาอำมาตย์ใหญ่ขยับรถนิดหนึ่งแล้วยิ้มที่มุมปากอย่างสะใจอย่างยากยากเย็นยิ่งนัก "ก็ดีแล้วนี่เราต้องการให้ประเทศถอยหลังไปเรื่อยๆ " มหาอำมาตย์ตอบแบบไร้ความรับผิดชอบชั่วดีเอาแต่จะถอยหลังประเทศหวังให้ประชาชนตอบแทนแผ่นดินด้วยการทำตัวแบบเศรษฐกิจพอเพียงบ้าๆ บอๆ เฟ้อฝันไปวันๆ ทั้งที่อำมาตย์ที่พร่ำบอกเรื่องพอเพียงแต่ทำตัวอู่ฟู่ขี่เฟอร์รารี่ซดน้ำมันอย่างหน่ำใจ   "การรัฐประหารที่กรุงเทพครั้งสุดท้ายกับการเกิดประเทศใหม่ในเอเซียอาคเนย์"   "ท่านอย่าทำรัฐประหารเลยประเทศจะแตกเป็นเสี่ยงๆ " ลูกน้องอำมาตย์ได้เตือนอำมาตย์ด้วยความเป็นเป็นห่วงแต่ถูกอำมาตย์ตวาดกลับ "แล้วกูหล่ะ อำนาจน่ะอำนาจมึงได้ยินไหม" ก็เรียกว่าคลั่งบ้าอำนาจไปเลยสำหรับอำมาตย์เฒ่าใกล้เข้าโลงขนาดอ่านแค่กระดาษ ขนาดแค่ A4 ยังยากเย็น     อินทรีอีสานได้ติดตามศึกษาการเมืองการปกครองของไทยมาหลายเวลา   เมื่อหลายปีก่อนการเกิดประเทศใหม่ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้อาจเป็นเป็นเรื่องไกลตัวออกไป  หลังเทคโนโลยี่เจริญรุดหน้าไปไกลการสื่อสารทันสมัยทำให้เกิดห้องสมุดขนาดใหญ่ในโลกไซเบอร์ทำให้สิ่งที่เป็นปริศนาเร้นลับในอดีตได้ถูกเปิดออกมาอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน   การเมืองการปกครองในประเทศไทยไม่ได้เร้นลับแตกต่างอะไรกับเขมรมากนัก   การเทียบเคียงการแย่งชิงอำนาจในเขมรในหลายสิบปีที่ผ่านมามองย้อนกลับมาที่ไทยในขณะนี้มันคล้ายคลึงกันบางประการแต่ที่ไทยอาจแตกต่างจากเขมรในอดีตเมื่อหลายสิบปีก่อนอย่างแน่นอนเพราะเหตุการณ์การแย่งชิงอำนาจระหว่างอำนาจก่อนปี 2475 กับอำนาจประชาธิปไตยได้มาถึงจุดที่เรียกว่า "อาจถึงขั้นแยกประเทศกันอยู่ที่เดียวโรบิน
           คำสาปพระเจ้าตากที่กล่าวขานกันไว้เมื่อ 200 กว่าปีก่อนได้สาปส่งการรัฐประหารพระเจ้าตากไว้เสียสิ้น  การล้มสลายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชเมื่อปี 2475 คือหนึ่งในคำสาปของพระเจ้าตากได้ปรากฎขึ้นเป็นจริงหรือไม่ไม่มีใครยืนยันได้   แต่การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยแม้ล้มลุกคลุกคลานผสมปนเปกับการรัฐประหารของระบอบดั่งเดิมอำมาตย์ก่อนปี 2475 ได้ฝังรากลึกในประเทศไทยมานานกว่าครึ่งศตวรรษการพยายามทวงคืนอำนาจในหลากหลายรูปแบบจากประชาชนเป็นไปอย่างเปิดเผยและซ่อนรูปเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวมีทั้งลับลวงพรางอย่างน่าสนใจ   ฝ่ายอนุรักษ์นิยมอำมาตย์และเครื่อข่ายได้พยายามรัฐประหารเพื่อกระชับอำนาจผ่านการเขียนกฎหมายรัฐธรรรมนูญหลายครั้ง  แต่เนื่องจากการความคิดตกยุคของอำมาตย์ทำให้อำมาตย์เองเดินเกมผิดพลาดบ่อยครั้งมากจนประชาชนจับทางได้หมดยิ่งมาทำในปี 2557 ที่ระบบการสื่อสารที่ทันสมัยไซเบอร์    อันที่จริงอำมาตย์ไม่ควรพยายามก่อม๊อบโดยขนคนมาจากภาคใต้ฐานที่มั่นทางมวลชนสุดท้ายของอำมาตย์เพื่อสร้างสถานะการณ์รุนแรงเสียเองเพื่อเปิดทางให้เกิดรัฐประหารตามแผนเดิมของอำมาตย์วางแผนปิดกรุงเทพแม้สื่อหลักสายอำมาตย์คนกรุงเทพบางส่วนจะเห็นดีเห็นงามไปด้วยก็ยังหาทางลงไม่ได้   แต่การกระทำครั้งนี้ของอำมาตย์การได้เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ฝ่ายประชาชนส่วนใหญ่ต่างรู้เช่นเห็นชาติแล้วว่าอำมาตย์ไม่ได้ห่วงว่าประเทศจะล้มจมเศรษฐกิจประเทศจะพังคามือแต่เพียงเพื่อให้ได้อำนาจเท่านั้นอำมาตย์ทำได้ทุกอย่าง  ประชาชนหลายคนถามว่าอำมาตย์คือใครกันแน่.......หากศึกษาการเมืองเขมรเมื่อหลายๆ สิบปีก่อนก็จะเห็นไม่ยาก    เมื่อคนส่วนใหญ่ไม่อาจทนพฤติกรรมอำมาตย์ที่ไม่รู้ผิดชอบชั่วดีจะหักชิงเอาแต่อำนาจอย่างเดียวนี่จึงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่คนส่วนใหญ่ที่อยู่ทางเหนืออีสานตะวันออกที่เป็นฝ่ายหัวก้าวหน้าได้อดทนอดกลั้นไว้    หากเกิดการรัฐประหารในกรุงเทพที่อำมาตย์สร้างสถานะการณ์เองแล้วจะรัฐประหารเสียเองแล้ว  นี่จะเป็นการรัฐประหารครั้งสำคัญที่จะนำไปสู่การแตกเป็นเสี่ยงๆ เกิดประเทศใหม่ๆขึ้นในประเทศไทยอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 3- 4 ประเทศทีเดียวประเทศที่เกิดใหม่นี้เกิดจากสูญญากาศในขณะที่เกิดการรัฐประหารแล้วฉีกรัฐธรรมนูญและทันทีที่ฝ่ายรัฐประหารประกาศฉบับที่ 1 ฝ่ายคนส่วนใหญ่จะประกาศไม่ยอมรับการรัฐประหารและประกาศตั้งรัฐบาลขึ้นหลายจังหวัดทางเหนือและอีสาน   อำมาตย์ปล้นอำนาจได้ประชาชนก็สามารถปล้นอำนาจได้เช่นกันจะเกิดสงครามกลางเมืองจนบ้านเมืองไร้ขื่อแปรไปและบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก    สุดท้ายสหประชาชนจะส่งกำลังเข้ามาดูแลและคนเหนือ-อีสานจะเหมือนกับติมอร์ตะวันออกที่ขอประชามติแยกประเทศออกไปจากอินโดนีเซียในทีสุด  ที่กล่าวมานี้คือยุคสุดท้ายของฝ่ายอนุรักนิยมอำมาตย์กับฝ่ายหัวก้าวหน้าไม่อาจทนอยู่กับการถ่วงความเจริญก้าวหน้าของอำมาตย์ได้อีกต่อไป   เกาหลีใต้เจริญมากกว่าเกาหลีเหนือฉันใดกลุ่มความคิดเก่าคร่ำครึอนุรักษ์นิยมอำมาตย์ก็ไม่อาจอยู่ร่วมกับกลุ่มคนที่หัวก้าวหน้าอันเป็นเสียงส่วนใหญ่ได้นี่คือสิ่งที่อำมาตย์เองจะต้องคิดให้หนักว่า "หากลงมือทำรัฐประหารครั้งนี้ลงไปแล้ว ประเทศจะไม่สามารถกลับมายืนในจุดเดิมที่เห็นอยู่ในวันนี้" แต๋ว!!!!!!        

ระวังหลังวันเด็กให้มากเพราะอำมาตย์ทุ่มทุนไปนับหลายพันล้านแล้วในการก่อม๊อบการจะได้เงินคืนคือทุ่มทุนอีกก้อนให้สีเขียวออกมา........!!!!!

       civil war หรือสงครามกลางเมือง "ฆ่ากันเองบนแผ่นดินเดียวกัน"   ฟังดูหน้ากลัวแต่อย่าไปกลัวเพราะหลายประเทศก็ผ่านเรื่องนี้มาแล้วก่อนจะพัฒนาไปไกลสุดกู่อย่างสหรัฐอเมริกาหรือเกาหลี.....  ก่อนสงครามกลางเมืองจะเกิดขึ้นต้องไปดูการเคลื่อนพลสีเขียวเคลื่อนแบบนี้มันน่านัก    หลังวันเด็กมันจะทำ............อินทรีอีสานทบทวนวิถีอำมาตย์แล้วก็คิดว่าอำมาตย์อยากได้อำนาจปกครองจริงๆ  ในระบอบประชาธิปไตยคนต่างจังหวัดทั้งอีสานเหนือต่างก็เทคะแนนให้พรรคตรงข้ามพรรคอำมาตย์เป็นการตบหน้าอำมาตย์ฉาดใหญ่     เพราะหัวเมืองอีสาน เหนือเหล่านี้เคยเป็นเมืองอาณานิคมสยาม(ประเทศราช)มาก่อน   อำมาตย์ไม่นึกไม่ฝันว่าวันหนึ่งหลังจากระบบสมบูรณาญาสิทธิราชล้มสลายลงในปี 2475 มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย   พวกเขาจะกลับมาถูกปกครองโดยคนเหนืออีสานโดยผ่านการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย   พวกอำมาตย์เพียรสร้างภาพให้คนอีสานเหนือเคารพนบนอมผ่านโครงการต่างๆ หวังว่าจะเห็นความดีความงามเลือกพรรคอำมาตย์ให้มีอำนาจมั่งแต่ไร้ผล  มีแต่ภาคใต้เท่านั้นที่อุดหนุนค้ำจุนเลือกพรรคอำมาตย์อย่างอุ่นหนาฝาคั่งความแค้นสุมอกอำมาตย์จึงระบายผ่านการสังหารหมู่และคมขังคนอยู่ฝ่ายประชาธิปไตยอย่างบ้าคลั่งหลายครั้งหลายหนโรบิน
          สงครามแย่งชิงมวลชนเมื่อสมัยคอมนิวนิสต์นั้นพวกอำมาตย์ได้ใช้สื่อที่ทันสมัยที่อำมาตย์มีอยู่ในสมัยนั้นโดยผ่านตัวช่วยจักวรรดินิยมอเมริกาทำให้อำมาตย์ได้รับชัยชนะสงครามคอมมิวนิสต์(สงครามกลางเมือง)ครานั้นไปได้    แต่คราวนี้เป็นเรื่องของระบอบเผด็จการอำมาตย์ที่กำลังต่อสู้กับระบอบการปกครองประชาธิปไตยซึ่งเป็นระบอบที่สากลให้การยอมรับและที่สำคัญอำมาตย์อ่อนด้อยเรื่องการสื่อสารที่ทันสมัยนี่เองที่ฝ่ายประชาชนประชาธิปไตยกวาดต้อนอำมาตย์ให้ไปอยู่ในมุมอับจนอ่อนด้อยปัญญาที่จะสู้โดยทางความคิด    การมาของนักคิดนักปราชญ์ทางการเมืองสมัยใหม่อย่างนายกทักษิณได้ปฎิรูปการเมืองเดินจากแนวคิดโบราณแบบอำมาตย์ไปไกลเกินที่อำมาตย์จะตามทัน   หลังปฎิวัติปี 49 อำมาตย์ทั้งองคาพยพกลับนำข้าราชการ(ระดับปลัด)ระบบราชการที่ล้าสมัยเช้าชามเย็นมาบริหารประเทศยิ่งทำให้ประเทศถอยหลังไปอีกนับ 10 ปียิ่งนำเอาเหล่าตุลาการภิวัฒน์มาเป็นเครื่องมือทำลายล้างระบอบประชาธิปไตยผ่านองค์กรอิสระยิ่งไปกันใหญ่     อำมาตย์ได้ถอยห่างจากประชาชนไปเรื่อยๆ    พวกอำมาตย์ได้แต่ใช้แผนโบราณกาลที่เคยใช้กับสงครามคอมมิวนิสต์คราวก่อนที่นำกลับมาใช้อีกครั้งในการใส่ร้ายป้ายสีฝ่ายประชาธิปไตยปลุกระดมมวลชนที่มีความคิดอนุรักนิยมที่เหลือน้อยลงทุกทีมาปั่นป่วนประเทศ    คราวนี้ได้เวลาที่อำมาตย์จะถอยหลังประเทศครั้งสำคัญอีกครั้งหลังวันเด็กผ่านไป.......อินทรีอีสานคิดว่าบุคคลสำคัญในรัฐบาลรักษาการนี้อย่าชะล่าใจในสีเขียวเด็ดขาดควรเดินทางไปเหนืออีสานเพื่อร่วมกับประชาชนกอบกู้ประชาธิปไตย    สาเหตุที่อำมาตย์จำใจถอยหลังประเทศเพราะคราวนี้ลงก่อม๊อบป่วนประเทศจนสมุนติดคดีกบฎไปจำนวนมากเงินที่ลงขันก่อม๊อบไปนับหมื่นล้านจะเอาคินอย่างไร   จึงจำเป็นต้องทุม้เงินก้อนใหญ่อีกหลายพันล้านจ้างสีเขียวรับจ้างบางหน่วยก่อการรัฐประหารกลางกรุงเป็นที่แน่ชัดแล้ว      แม้ฝ่ายประชาธิปไตยพยายามจะสร้างกิจกรรมเล็กๆ บางกิจกรรมมาช่วยแบ่งเบาสถานะการณ์แล้วก็ตาม   อาวุธยุทโธปกรณ์พร้อม กำลังคนพร้อมเหลือแต่ลงมือทำหรือไม่หลังวันเด็กเท่านั้น    หากเป็นไปดังที่คาดการณ์ไว้และหลังจากนั้นสงครามกลางเมืองที่เราไม่อยากเห็นก็จะได้เห็น  ประเทศอาจแตกเป็นเสี่ยงๆ เกิดรัฐใหม่หลายรัฐในคราวนั้นประชาชนเสียงส่วนใหญ่ประกาศไม่รับคำประกาศฉบับที่ 1 ของคณะรัฐประหารที่อีสานเหนือมากมายระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง  โจทย์ใหม่ที่อำมาตย์ไม่เคยเห็นมาก่อนจะเกิดขึ้น   สันติสงบปราศจากอาวุธหรือประชาชนยอมเป็นนกในกรงให้อำมาตย์ยิงเล่นตามสบายน่าจะไม่มีให้เห็นอีกเหมือนปี 53 แน่แท้แต๋ว!!!!!!!!

ทหารปล้นอำนาจด้วยปืนและรถถังที่กรุงเทพ ขณะเดียวกันที่อีสาน-เหนือ ก็ประกาศไม่รับอำนาจรัฐประหารของทหารนี่คือปฐมบทในการเกิดประเทศใหม่ที่อีสานเหนือ เพราะในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าประเทศเป็นรัฐเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้เมื่อทหารฉีกรัฐธรรมนูญเสียแล้ว จึงไม่มีรัฐธรรมนูญเขียนบัญญัติติข้อที่รัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้ไว้อีกต่อไปส่วนธรรมนูญปกครองที่ฝ่ายรัฐประหารเขียนขึ้นใช้ชั่วคราวนี้ ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับช่วงนี้ประเทศจึงไม่มีรัฐธรรมนูญปกครองประเทศเหลืออยู่ ทหารปล้นอำนาจได้ประชาชนก็มีสิทธิปล้นอำนาจเหมือนกันต่างคนต่างปล้น กูบอกมึงแล้วว่าอย่าทำ มึงก็ยัง.....!!!!!!!

             อับดุลเอ๊ย! เอ๊ย!  การเมืองไทยต้องถามอับดุลหรือเปล่าก็น่าสนใจดี....หลายคนถามอินทรีอีสานว่า   "การเมืองไทยวุ่นวายเกิดจากอะไรกันแน่" เดี๋บวก่อม๊อบเดี๋ยวยึดอำนาจ...เดียวสังหารหมู่กลางกรุง(อันนี้สำคัญ)ล้มตายมาหลายรอบหลายครั้งแล้ว    อินทรีอีสานนั่งจิบเบียร์อยู่ดีๆ ต้องสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินคำถามนี้   แต่เอาล่ะก่อนที่จะตอบอินทรีอีสานต้องออกตัวว่าเดี๋ยวจะเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนแต่เอาล่ะเมื่อุสาห์ถามก็จะอุตสาหะตอบ  "เพื่อเป็นวิทยาทานก็ตอบอีกรอบก็แล้วกัน"  การเมืองไทยเป็นแบบ   "รัฐซ้อนรัฐ"   ก่อนอื่นเราต้องต้องขยายคำว่ารัฐซ้อนรัฐ.....บ้านเมืองเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยจริงหรือคำตอบคือเปล่า...(รูปแบบน่ะอาจดูใช่)   ประเทศไทยปกครองด้วยประชาธิปไตยเต็มทีก็ประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ในสมัยนายกทักษิณ  อีก 30 เปอร์เซ็นต์เป็นของอีกรัฐหนึ่งซ้อนกันอยู่คือรัฐก่อนปี 2475  รัฐนี้ใช้อำนาจผ่านองค์กรอิสระ หลังจากรัฐประหารปี 49 เราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย  10- 20 เปอร์เซ็นต์และอีก 80 เปอร์เซ็นต์ปกครองด้วยระบอบก่อนปี 2475 หรือที่เราเรียกว่าอำมาตย์นั่นแหละโดยรัฐนี้ใช้อำนาจผ่านองค์กรอิสระ กระบวนการยุติธรรมบางหน่วยงานและยังมีพรรคการเมืองเป็นของอำมาตย์เองอีกด้วยหากพรรคอำมาตย์ไม่ได้เป็นรัฐบาลก็จะเห็นรัฐซ้อนรัฐชัดเจนป่วนบ้านเมืองบอตคอตเลือกตั้งอย่างที่ตาเห็นสมาชิกในพรรคอำมาตย์ก็หาได้เป็นตัวของตัวเองไม่ต้องรอฟังคำสั่งผ่านแผน...ประสานเป็นเนื้อเดียวทิศทางเดียวกันกับองค์กรอิสระที่อำมาตย์ปูพรมใช้อำนาจผ่านมาสเตอร์แปลน(แผนหลัก)หรือธรรมนูญปกครองฝ่ายอำมาตย์ที่มีไว้ใช้ต่างหากจากรัฐธรรมนูญ     การรัฐประหารแต่ละครั้งของอำมาตย์จะเป็นการกระชับอำนาจเขียนกติกาใหม่ที่แปรสภาพมาจากมาสเตอร์แปลนให้สอดรับกัน.....เพื่อให้แน่ใจว่าอำมาตย์จะยังสามารถควบคุมกลไกรัฐที่ซ้อนรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตยอยู่หมัดหรือจะให้ดีต้องให้อำมาตย์ได้อำนาจปกครองเองหรืออย่างไม่ได้ใช้อำนาจเองก็ต้องให้พรรคอำมาตย์ได้อำนาจปกครองเพื่ออะไร.....ก็เพื่อใช้ตบตาชาติต่างประเทศให้เนียนขึ้นว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย    ประเทศนี้เป็นอย่างนี้มานานเท่าไรแล้วนั้น....คิดว่าทุกคนที่ผ่านมาอ่านเจอคงเทียบเคียงได้จากเหตุการณ์ที่ผ่านมาโรบิน
          อินทรีอีสานไม่ได้เป็นห่วงใดๆ  ว่าทหารจะออกมารัฐประหารจะเร็วๆ นี้หรือจะอีกไม่นานอะไรก็ตามจะรัฐประหารเร็วหรือช้าก็จบแบบเดียวกันที่นองเลือดตกท้องช้างและเลวร้ายถึงประเทศจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ในที่สุด....แต่....อินทรีอีสานคิดว่ายึดอำนาจครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายจะไม่มีดอกไม้ปลายปืนอีกต่อไปและจะนำพาให้ประเทศจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เปล่าๆ  เพราะปัจจุบันนี้คนไทยไม่ได้เสพข่าวจากช่องฟรีทีวีเท่าไหร่(ดูจากเรตติ่งทีวีเสื้อแดงDNN บางช่วงเรตติ่งเหนือกว่าช่อง 3-5-7-9-11 เสียอีก)  แถมในโลกข้อมูลข่าวสารโซเชียลมีเดียและอินเทอร์เน็ตทำให้ปลุกยักษ์หลับ(ประชาชนส่วนใหญ่)ได้ตื่นขึ้นมาแล้ว....เมื่อทหารจะยึดอำนาจที่กรุงเทพจะประกาศยึดอำนาจผ่านช่องฟรีทีวีจะไร้ผลทันที...การต่อต้านจะเกิดขึ้นทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด......จากเหตุผลนี้ในต่างจังหวัดรัฐบาลที่มาตามระบอบประชาธิปไตยจะยังอยู่ต่อไปและมีประชาชนส่วนใหญ่คอยปกป้องดูแลและประชาชนส่วนใหญ่จะไม่ยอมรับอำนาจจากการรัฐประหารแต่จะยังยึดถือรัฐบาลประชาธิปไตยที่ถูกรัฐประหารอยู่ต่อไปนี่คือโจทย์ใหม่ที่ทหารจะยังไม่เคยเจอแต๋ว  ....เมื่อไม่ยอมรับการรัฐประหารทหารที่ยึดอำนาจไม่สามารถเอาอำนาจไปได้ง่ายๆ  การต่อต้านจะเกิดขึ้นทุกหัวระแหงนี่คือปฐมบทแห่งการนองเลือดที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เราจะได้เห็นในประวัติศาสตร์     การประกาศรัฐประหารผ่าน ฟรีทีวีนั้นจะไร้ผลเพราะทุกวันนี้การสื่อสารผ่านหลายช่องทางทั้งทีวีดาวเทียวอินเทอร์เน็ต มือถือ   การรัฐประหารด้วยทหารครั้งที่เราจะได้เห็นต่อไปนี้จะเป็นครั้งประวัติศาสตร์การเมืองครั้งสำคัญและครั้งสุดท้ายของประเทศนี้หลังจากนั้นจะไม่มีใครรับรองได้ว่าประเทศนี้จะแตกเป็นเสียงๆ เป็นกี่ประเทศ    การรัฐประหารเมื่อประกาศคณะรัฐประหารฉบับที่ 1 เกิดขึ้นจะเป็นการฉีกรัฐธรรมนูญไปในตัวเมื่อประเทศไร้รัฐธรรมนูญ  ทหารปล้นอำนาจด้วยปืนและรถถังที่กรุงเทพ  ขณะเดียวกันที่อีสาน-เหนือ  ก็ประกาศไม่รับอำนาจรัฐประหารและประกาศของทหารนี่คือปฐมบทในการเกิดประเทศใหม่ที่อีสานเหนือ   เพราะในรัฐธรรมนูญที่ถูกฉีกไปเขียนไว้ว่าประเทศเป็นรัฐเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้เมื่อทหารฉีกรัฐธรรมนูญเสียแล้ว จึงไม่มีรัฐธรรมนูญเขียนบัญญัติติข้อที่ว่า "รัฐเดียวแบ่งแยกไม่ได้"ไว้อีกต่อไปนี่คือ "สูญญากาศของจริงที่สุด"  ส่วนธรรมนูญปกครองชั่วคราวที่ฝ่ายรัฐประหารเขียนขึ้นใช้ชั่วคราวนี้  ประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับช่วงนี้ประเทศจึงไม่มีรัฐธรรมนูญปกครองประเทศเหลืออยู่อีกต่อไป    ทหารปล้นอำนาจได้ประชาชนก็มีสิทธิปล้นอำนาจเหมือนกันต่างคนต่างปล้น   หากอยากได้รัฐเดี่ยวเหมือนเดิมอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ก็ต้องรบกันหากทหารแพ้ ประเทศไทยก็จะยังวุ่นวายจากม๊อบคนภาคใต้ต่อไปรบพุ่งกันต่อไปอีกระยะหนึ่ง   สุดท้ายประเทศไร้ขื่อแปรหนักขึ้นสหประชาชาติ (UN)ก็จะเข้ามาดูแลและคนอีสานเหนือที่เบื่อหน่ายการปกครอแบบอังกฤษจะขอให้สหประชาชาติทำประชามติขอแยกประเทศออกไปเป็นอีกประเทศหนึ่งไปปกครองแบบประชาธิปไตยสากล.......   ใครจะไปนึกไปฝันว่าประเทศที่อยู่ตรงกลางอาเซียนวันนี้วันนั้นจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เพราะอำมาตย์คิดทุรยศต่อประเทศและประชาชน    ใครยึดอำนาจวันนี้รับรองดังไปถึงลูกหลานทีเดียว เอ๊า! อย่าช้า.....ยึดวันที่เท่าไหร่น่ะ...เช็คดูหรือยังทหารแตงโมเยอะนะจะบอกให้นี่ยังไม่รวมตำรวจ(เขาไม่ไปอยู่กับ อบ.ต. หรอกน่ะตำรวจเขาสู้แน่)  รัฐประหารครั้งรับรองจบไม่สวยแน่แต๋ว หยิบเบียร์ส่องเกมแล้วอำมาตย์มาสุดทางจริงๆ เว๊ยเฮ๊ย!!!!!              

ประเทศประชาชนกะลาครอบยุคสุดท้ายกับความจำเป็นจะต้องหยุดและกำจัดออกไปจากสาระบบอำนาจของประเทศก่อนหายนะจะเกิดกับลูกหลานใน 10-20 ปีข้างหน้าแต๋ว!!!!!!!

           "ปีไหม่แล้ว" (ล้าน)อีกแล้วจ้าอินทรีอีสานเดินผ่านร้านหนังสือพิมพ์รายวันเห็นอวยพรหน้า1 ซะใหญ่โตเดินผ่านอ่านคำอวยพรไปด้วยไม่อยากขัดศรัทธาเลยรับคำอวยพรตามหน้าหนังสือพิมพ์ไปซะ  เดี๋ยวหาว่าหยิ่ง    กลับมาดูพวกเสียงส่วนน้อยจากภาคใต้จะเข้ามาปิดกรุงเทพเลยคิดว่าพวกคนกรุงเทพนี่มันทนตีนทนมือคนใต้จริงๆ พับผ่า!   อำมาตย์ประสานมือกันตรงๆ กับอดีตขุนทหารที่เกษียณไปแล้วให้ช่วยเหลือเรื่องจำนวนคนในมีอบแมลงสาบอนุบาลโดยให้จัดกำลังพลในค่ายต่างๆ มาเสริมรับรายได้หัวละนับพันบาทพร้อมหัวคิวให้ลูกพี่หัวละอีก 1 พันสบายมือไป(ค่ายต่างๆ เลยขอให้อำมาตย์จัดม๊อบนานๆ )การนำเงินจำนวนมหาศาลไปจ้างม๊อบสีเขียวจากค่ายต่างๆ มาเป็นมวลชนเสริมเพื่อหารายได้จากอำมาตย์ก่อม๊อบรับจ้างก็เป็นเรื่องที่รู้กันไปทั่วบ้านทั่วเมืองไม่ได้ลึกลับซับซ้อนอะไรมากแถมได้สีเขียวมือดีก่อความรุนแรงฮาร์ดคอร์ไปในตัวสีเขียวบางคนพกปืนไปด้วย    ขุนสีเขียวเลวบางคน(ทั้งที่นายก)บอกให้ใช้ พรก. ฉุกเฉินให้มาช่วยควบคุมม๊อบทำเป็นอิดออดไม่อยากทำพวกตัวเองที่ผสมกลมกลืนในม๊อบจัดตั้งเพราะเงินก้อนโตเทลาดลงมาที่ขันสีเขียวเลวนายใหญ่เป็นหัวคิว ...และให้เศษๆเงินไปสู่ลูกน้องไปร่วมม๊อบทำให้ได้ 2 เด้งเพราะหนึ่งขุนสีเขียวบางคน(หลายคนที่มีอำนาจ)ใจเอียงเอนอยู่แล้วและนายใหญ่ขุนสีเขียวเลวก็มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ    การที่นายก จะประกาศ พรก. ฉุกเฉิน จึงทำเป็นอิดออด นี่ไงทำไมเราจึงเห็นท่าทีขุนสีเขียวเลวไม่อยากออกไปปราบลูกน้องตัวเองและตัวเองก็ได้เงินก้อนจากการให้ลูกน้องไปร่วมม๊อบ  "ไม่อยากปราบม๊อบกลัวคนบาดเจ็บล้มตาย" ลูกน้องตัวเองก็อยู่ในนั้นด้วยสนุกกับความป่นปี้ของบ้านเมือง  "เอ้า! แล้วถ้าม๊อบเสื้อแดงล่ะ" จะออกมาปราบไหม! ขุนสีเขียวเลวตอบแบบไม่คิด "ทุกคนต้องเคารพกฎหมาย..หากไม่เคารพกฎหมายจะต้องเด็ดขาดบาดเจ็ยล้มตายเป็นพันหรือเป็นหมื่นก็ต้องทำ"  นั้นแน่หางโพล่เชียวพวกใครก็พวกมัน  เรียกว่าสีเขียวเหล่านี้รับจ้างทำม๊อบก็ได้หรือรับจ้างรัฐประหารก็ได้รับเป็นจ๊อบๆ โรบิน
           แม้ประเทศไทยจะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยเหล่ากบ(ในกะลา) มากมายหรืออาจมากที่สุดในโลกหรือกาเเลกซี่ก็ว่าได้   ขณะที่เสียงส่วนใหญ่ต่างพยายามจะเปิดกะลาให้กบเหล่านั้นอันเป็นเสียงส่วนน้อยแต่ท่าจะลำบากเสียงแล้วเมื่อตรวจสอบวิสัยทัศน์ก็ต้องเบือนหน้าหนี  "คน 3 แสนมีคุณภาพกว่าคนทั้งประเทศ"  อินทรีอีสานถามกลับในใจว่า "ใครเป็นคนบอกพวกมึง" ว่าพวกมึงว่าคน 3 แสนมีคุณภาพกว่าคนทั้งประเทศนี่ก็กะลาครอบที่1     "กูจะปิดกรุงเทพทุกตารางนิ้ว"  อินทรีอีสานได้ยินก็หูผึ่งต้องเอามือป้องปากขำขัน   "กรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทยจังหวัดเดียวที่ไหน"  คนกรุงเทพทนมือทนตีนคนภาคใต้ได้อย่างหน้าชื่นตาบาน(พวกประชาธิปไตยในกรุงเทพเองก็มองทำตาปริบๆ ทนจริงๆ พวกมึงนี่)  การปิดกรุงเทพทุกตารางนิ้วย่อมเป็นเรื่องของกบกะลาครอบไปอีกหนึ่งหากปิดได้ทุกตารางนิ้วได้จริง  จริงหรือที่ "ประเทศไทยต้องปฎิรูปก่อนการเลือกตั้ง"  นี่ก็หนึ่งกะลาครอบเพราะเสียงส่วนใหญ่รู้ทันอำมาตย์มานานแสนนานแล้วการที่ม๊อบสมุนอำมาตย์พยายามปฎิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้งเพราะ จะเอา ระบบ 70 : 30 หรือ 50 : 50 อย่างที่ ม๊อบนรกมาเกิดเหลืองไอ้ลิ้ม ไอ้ลองเคยพูดไว้เมื่อหลายปีก่อน    ปฎิรูปเพื่อตัวเองจะชนะเข้าสู่อำนาจให้ได้พอเขียนกติกาใหม่เปลี่ยนระบบเสร็จก็จะเลือกตั้ง 50 ลากตั้งอีก 50 นี่คือความพยายามของอำมาตย์ที่จะพยายามเข้ามาสู่อำนาจแบบง่ายๆ  จึงทุ่มทุนจัดตั้งม๊อบป่วนเมืองไปหลายพันล้านแล้วแต่ยังไม่ถึงไหนเอาแต่เดินตามถนนป่วนบ้านเมือง   ขณะที่แกนนำม๊อบก็มีหมายจับต่างกรรมต่างวาระมากมาย "ท่านครับเมื่อไหร่จะยึดเสียทีหมายจับเต็มตัวผมแล้ว"  แกนนำม๊อบตัดพ้ออำมาตย์เจ้าของม๊อบจัดตั้งตัวจริง  ขณะที่ขุนสีเขียวเลวก็หาช่องรับจ๊อบยึดอำนาจให้แต่ใจหนึ่งชั่งใจเพราะยังไม่กล้าหน้าด้านพอเพราะอายต่างชาติที่ยังหนุนหลังรัฐบาลมาจากประชาธิปไตย   ประเทศไทยล้าหลังเพราะประเทศไทยมีพวกเสียงข้างน้อยกบกะลาครอบมากมายประเทศไทยถ้าไม่ถอยหลังประเทศก็ซอยเท้าอยู่กับที่ประเทศญี่ปุ่น...เกาหลี...จีน...สิงคโปร์..มาเลเซีย...เวียดนาม...แซงไปจนสุดกู่และที่กำลังแซงไปอย่างช้าๆ จนรู้สึกได้คือ.....ลาว...พม่า....เขมร....กำลังตีจากไปห่างไปเรื่อยๆ  ประเทศไทยที่จากเคยเป็นพี่ใหญ่กลายเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยซากกากเดนพวกคนใต้ที่อยากเข้ามาครอบครองอำนาจโดยอาศัยใบบุญอำมาตย์หลังเข้าสู่อำนาจก็กอบโกยเสียให้พอจนประเทศเหลือแต่ซากเน่าๆ ทิ้งไว้ในลูกหลานดิ้นรนต่อสู้    ใน 10-20 ปีลูกหลานเราอาจจะหลบหนี้เข้าเมืองไปขอทานทำงานกับพม่า...ลาว...เขมร...ที่จะเจริญกว่าเราไปไกล...หลบหนีเข้าไปให้คนพม่าลาวเขมรค้าเราเป็นสินค้าหรือที่เรียหว่า "ค้ามนุษย์" เหมือนเมื่อหลายปีก่อนเราได้นำคนพม่าลาวเขมรมาเป็นสินค้าค้ามนุษย์ทำความเจ็บช้ำน้ำใจให้เพื่อนบ้าน   ไม่ใช่เรื่องแปลกใดๆ หากเราจะกลับกลายไปเป็นทาส พม่า ..ลาว ...เขมรบ้าง  เพราะหากมองย้อนกลับไปในสมัยอยุธยาเมื่อกรุงแตกพม่าก็กวาดต้อนคนสยามไปเป็นทาสมันจึงมีความเป็นเป็นไปได้สูงมายุคนี้ พ.ศ.นี้หากสมัยถัดไปอีก10-20ปีข้างหน้าเราถอยหลังไม่หยุดเราจะโดนพม่า ...ลาว...เขมร..ย้อนกลับมาค้ามนุษย์คนไทยเป็นสินค้าชั้นดีผู้หญิงสาวๆสาวยๆ ก็นำไปขายซ่องบริการคนลาว เขมร พม่า เสียสิ้น  ผู้ชายไทยก็ไปเป็นแรงงานชั้นต่ำ   อินทรีอีสานคิดว่าหากเราช่วยกันกำจัดม๊อบกบกะลาครอบเหล่านี้ให้หมดไปหรือให้อยู่ในกรอบเสีย  หายนะที่ำลังจะมาสู่ลูกหลานเราใน 10-20 ปีข้างหน้าจะหมดไปหรือไง อย่าเอาแต่สงวนท่าที!!!!!!!      

เงินนับหลายพันล้านนำมากองล่อสีเขียวเหมือนที่ไอ้บังเคยรับจ้างรัฐประหารคราวปี 49 คราวนั้นขึ้นอยู่กับสีเขียวจะกล้ายื่นมือไปรับเงินกองนั้นหรือเปล่า และหากสีเขียวกลุ่มหนึ่งไม่ทำเชื่อว่าจะมีสีเขียวสายอำมาตย์อีกกลุ่มหนึ่งออกมาทำ เราจะได้เห็นสงคราวกลางเมืองและประเทศอาจทนไม่ไหวแตกออกเป็นเสี่ยงเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยตามมาอีกหลายประเทศ สุดท้ายอำมาตย์จะมีฐานที่มั่นสุดท้ายคือภาคใต้ ประเทศนี้เคยมีการรับจ้างรัฐประหารมาแล้วเมื่อปี 49 ทำไมจะไม่มีการจ้างรัฐประหารอีก แม่! ใครๆ ก็อยากได้เงินเพราะคราวนี้มันมากกว่าคราวปี 49 หลายเท่านักนับจำนวนดูก็เฉียดหมื่นล้านที่เดียวปล้นอำนาจแล้วแบ่งเงินกันสุขโขเชียวนะมึง!!!!!!!!

          "จัดตั้งม๊อบครั้งนี้อำมาตย์หมดเงินไปเท่าไหร่แต๋ว"อินทรีอีสานถามลูกน้อง "น่าจะเกือบหมื่นล้าน"  ลูกน้องปากไวอีก  "หากยอมเสียอีกหมื่นล้านจ้างสีเขียวรัฐประหารเสีย"  ลูกน้องนิ่งไปชั่วครู่ปากก็ขยับไปมาต่อ  "แล้วไปถอนทุนจากงบ 2 ล้านๆ ก็น่าจะดีกว่าจัดตั้งม๊อบป่วนเมืองจนวันตาย"    อินทรีอีสานจิบเบียร์ฝรั่งตรา....นั่งดูทีวีข่าวม๊อบกบฎก่อกวนการสมัครเลือกตั้งแล้วนั่งดูปฎิทินการรัฐประหารแผนปล้นอำนาจเดินมาสุดทางแล้วจริงๆ  เมื่อ 2-3 วันมีเรื่องราวมากมายทั้งข่าวม๊อบอนุบาลอำมาตย์แมลงสาบบุกเข้าไปทำร้ายตำรวจและยังยิงตำรวจเสียชีวิต 1 นายบาดเจ็บอีกจำนวนมากและเผารถทรัพย์สินตำรวจอันเป็นสมบัติชาติเสียหายไปมากมายขณะที่สีเขียวสายอำมาตย์ใส่เกียร์ว่างรอวัน.....    หลายคนเข้ามาถามอินทรีอีสานในไลน์ว่าแล้วทำไมม๊อบอำมาตย์จึงกล้าทำทั้งเผาทั้งยิงทั้งฆ่าเจ้าหน้าที่ทั้งขัดขวางกระบวนการเลือกตั้งทุกรูปแบบในขณะที่หัวหน้าม๊อบเป็นกบฎแผ่นดินยังกล้าเดินหน้าเดินม๊อบแบบไร้ความกังวลใดๆ เพราะรับสัญญาณเริ่มเข้มเต็มที    ข้อหาก่อการกบฎส่งให้ ศ. รธน.ตีความเข้าข่าย ม.68   ศ.รธน.กลับไม่รับคำร้องส่องสัญญาณเริ่มเด่นเป็นสง่า    อินทรีอีสานก็ต้องตอบตามตรงว่า "สีเขียวซ่องสุมกำลังแต่ยังไม่กล้าลงมือ"  ม๊อบอำมาตย์สะสมความผิดหนักๆ ทั้งนั้นมีทางเดียวที่ม๊อบลูกน้องอำมาตย์จะรอดจากความผิดคือการรัฐประหารและนิโทษกรรมให้สมุนม๊อบอำมาตย์จึงจะพ้นผิดนี่คือคำตอบที่พวกม๊อบจึงกล้าทำเรื่องชั่วๆ เพราะรู้ว่าอำมาตย์ส่งสัญญาณ "รัฐประหาร" รู้กันเป็นการภายในแล้วเมื่อรู้กันเป็นการภายในแล้วพรรคแมลงสาบจึงไม่ยอมลงเลือกตั้งนี่คือสัญญาณที่จับต้องได้ม๊อบจะต้องป่วนเมืองให้เกิดความรุนแรงต่อไปเป็นการตอบแทนเพื่อปูทางไปสู่การรัฐประหารโรบิน
      แม้ประชาชนเสียงส่วนใหญ่รู้ล่วงหน้าแน่ชัดแล้ว  "จะเกิดรัฐประหารแน่ชัดมานานแล้ว"  เพียงแต่ประชาชนเสียงส่วนใหญ่รอว่าเมื่อไรสีเขียวจะออกมาเท่านั้น   บทเคยเป็นพระเอกขี่ม้าขาวมาหย่าศึกที่สีเขียวเคยอ้างเพื่อความสงบนั้นได้จางหายไปนานแล้วในศึกม๊อบอนุบาลอำมาตย์แมลงสาบเพราะดันไปยึดสถานที่ราชการมากมายอีกทั้งก่อการกบฎในราชอาณาจักร     เมื่อสีเขียวไม่เหลือบทพระเอกขี่ม้าขาวมารักษาความสงบอีกแล้วเพราะพวกเดียวกันก่อความไม่สงบขึ้นหากเสี่ยงลงมือรัฐประหารก็จะกระโดดลงมาในเกมทันที   แต่ที่น่าสนใจสีเขียวมีทั้งเขียวสายอำมาตย์และเขียวแตงโม(ที่หมั่นไส้สีเขียวสายอำมาตย์มานานแล้ว)ที่ปัจจุบันจำนวนน่าจะมากว่าสีเขียวสายอำมาตย์ด้วยซ้ำไป   หากสีเขียวอำมาตย์ชิงลงมือยึดอำนาจก่อการรัฐประหารคราวนี้เชื่อขนมกินได้ว่า จะสำเร็จยากมากทีเดียวเพราะตำรวจมะเขือเทศและสีเขียวแตกโมก็รอรับมือพร้อมกับประชาชนจำนวนมหาศาล             นี่คือจุดเปิดสงครามกลางเมืองครั้งสำคัญ    ส่องดูหน้าอำมาตย์ไม่มีทางเลือกมากสมุนที่เป็นองค์กรที่มีหน้าที่เลือกตั้งก็ไม่อยากจัดการเลือกตั้ง   เพราะรู้อะไรดีๆ จัดไปก็เหนื่อยเป-ล่าๆ อำมาตย์จ้องมองงบ 2 ล้านล้านและ3.5 แสนล้านรออยู่ข้างหน้าผ่านสภาให้เรียบร้อยแล้วรอให้รัฐบาลใหม่ใดๆ มาสานงานรถไฟความเร็วสูงต่อ  อินทรีอีสานเชื่อว่าอำมาตย์ลงทุนก่อม๊อบจัดตั้งไปนับหมื่นล้านแล้วโอกาสที่อำมาตย์จะถอนทุนคินมาทางเดียวคือการยึดอำนาจก่อรัฐประหารเท่านั้น   การยึดอำนาจรัฐประหารนี่คือบทสรุปของเกมอำมาตย์โดยจะทดลองจาการใช้องค์กรอิสระยึดอำนาจลองดูก่อนและรอผลความวุ่นวายที่ประชาชนไม่ยอรับผลขอลอลค์กรอิสระ   ที่เหลือสีเขียวจะเข้ามาสวมบทพระเอกยึดอำนาจก่อรัฐประหารทันทีนี่คือแผนสำรอง   แม้วันนี้ยากรัฐประหารจะตายแต่ทำไมไม่ทำเพราะรัฐบาลรักษาการของนายกปูมีต่างชาติหนุนจำนวนมากให้ไปสู่หมวดเลือกตั้ง  "ติดอะไรทำไมไม่รัฐประหาร" ไม่ได้ติดที่ประชาชนเสียงส่วนใหญ่แต่ติดที่ต่างประเทศหนุนเลือกตั้งจำนวนมาก(อาจมีเหลือตั้งแล้วสั่งเป็นโมฆะบทเดิม"  หากสีเขียวยึดอำนาจจะเป็นตัวทำลายประชาธิปไตยไม่เหลือบทพระเอกตกค้างให้แอบอ้างเหมือนชอบนำมาอ้างในอดีต  เงินนับหลายพันล้านนำมากองล่อสีเขียวเหมือนที่ไอ้บังเคยรับจ้างรัฐประหารคราวปี 49 คราวนั้นขึ้นอยู่กับสีเขียวจะกล้ายื่นมือไปรับเงินกองนั้นหรือเปล่า   และหากสีเขียวกลุ่มหนึ่งไม่ทำเชื่อว่าจะมีสีเขียวสายอำมาตย์อีกกลุ่มหนึ่งจะออกมาทำ    หากเป็นเช่นนั้นเราจะได้เห็นสงคราวกลางเมืองและประเทศอาจทนไม่ไหวแตกออกเป็นเสี่ยงเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยตามมาอีกหลายประเทศ  สุดท้ายอำมาตย์จะมีฐานที่มั่นสุดท้ายคือภาคใต้    การนองเลือดครั้งนี้สหประชาชาติจะเข้ามาดูแลเหมือนเขมรเมื่อหลายปีก่อน   ประชาชนเหนืออีสานจะขอให้สหประชาชาติช่วยทำประชามติขอแยกประเทศออกไปเป็นอีกประเทศหนึ่งไปสู่การปกครองประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในไทยเป็นแบบประชาธิปไตยสากลที่ทั่วโลกเขาเป็นกัน   อินทรีอีสานเคยอ่านเรื่องราวสงครามเกาหลีเมื่อหลายสิบปีก่อนจนประเทศเกาหลีแตกออกเป็น 2 ประเทศเหนือใต้   เกาหลีเหนือพัฒนาช้าเพราะเป็นเผด็จการขณะที่เกาหลีใต้กลายมาเป็นประเทศพัฒนาแล้วเป็นเสือตัวหนึ่งในเอเชีย  ลองหันมาดูประเทศตอแหลแลนด์กะลาครอบผลจากเหตุการณ์นี้เชื่อว่าไม่นานประเทศทางเหนือที่แยกตัวออกมาจากสงครามการเมืองในเมืองนี้หลังแยกตัวออกมาจะเป็นเสือตัวต่อไปในอเชียนี่คือจุดเปลี่ยนหักเหที่สำคัญที่สุดทีเดียว เชื่อว่าไม่เหนื่อยฟรีที่จะต่อสู้กับอำมาตย์แน่นอนเราจะเหลือพื้นที่เล็กๆ ทางใต้ให้พวกอำมาตย์มันขยำขี้เล่นกันเองในหมู่ของพวกมันเหมือนดั่งที่พวกมันเจ็บช้ำใจจากการเลือกตั้งที่พวกมันชนะเลือกตั้งเฉพาะใต้เท่านั้น   นี่คงเป็นผลจากคำสาบพระเจ้าตาก!!!!!!!!

ปปช.พยายามจะชี้มูลความผิดกรณีแก้ที่มา ส.ว อันเป็นอำนาจชอบธรรมของรัฐสภาที่สามารถแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับยังได้เลยอย่าว่าแต่แก้ที่มา ส.ว รัฐสภายังสามารถยุบองค์กรอิสระทิ้งยังได้เลย ถ้าหน้าไม่หนาจริงๆ ไม่ไร้ยางจริงๆ องค์กรอิสระอย่างปปช.จะไม่มีหน้าไปชี้มูลให้ ส.ส-ส.ว เพราะไม่มีขอบข่ายอำนาจที่จะมาขี้มูลความผิดใดๆ ให้ ส.ส -ส.ว เพราะ ส.ส - ส.วไม่ได้ทุจริตใด ๆ รัฐสภาทำตามอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการแก้กฎหมายรัฐธรรมนุูญจะทั้งฉบับหรือรายมาตราก็ได้..นี่คือความร้ายแรงของรัฐธรรมนูญปี 50 !!!!!!!

       
           องค์กรอิสระจากดาวอังคารแท้ๆ มาในสภาพเปลือยเปล่ายืนแบ่ะท่าให้เห็นทั่วทุกสิ่งในรูปลักษณ์ที่เคยปิดแอบๆ ก็เปิดดั่งภาพปฎิทินน้ำเมาโป้เปลือยเปล่าเห็นทุกเม็ดที่ซ่อนเร้นแฝง   ในรอบ6-7 มานี้พวกอำมาตย์ใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญจนคุ้มค่าจริงๆ ประชาชนไม่ได้อะไรเลยจากรัฐธรรมนูญปี 50 อันเป็นผลจาการกระชับอำนาจของอำมาตย์ใหญ่ในคราวยึดอำนาจปี 49 คราวนั้นพวกอำมาตย์สามารถยุบพรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามพรรคอำมาตย์ได้อย่างเลือดเย็นหวังผลเพื่อให้พรรคการเมืองอื่นๆอ่อนแอลงพรรคที่อยู่ตรงข้ามอำมาตย์ยกเว้นพรรคแมลงสาบพรรคการเมืองของอำมาตย์เท่านั้นที่หลุดดรอดปลอดภัย     แต่แทนที่พรรคการเมืองอื่นๆที่อยู่ตรงข้ามอำมาตย์จะอ่อนแอลงกลับตรงข้ามพรรคแมลงสาบอำมาตย์ยิ่งอ่อนแอกว่าอีกขาดการพัฒนาอยู่ในสภาพพิกลพิการเป็นเด็กเลี้ยงไม่โตเอาแต่วิ่งไปพึ่งพิงพี่เลี้ยงองค์กรอิสระที่เป็นหน่วยงานที่เป็นมือเป็นเท้าสาขาหนึ่งของอำมาตย์ตลอดเวลา    พรรคแมลงสาบกับองค์อิสระจะเดินไปในทิศทางเดียวกันเสมออย่างแยกไม่ออกเพื่อบ่งบอกให้รู้ว่ามีเจ้านายเป็นคนเดียวกัน..รับคำสั่งเดียวกันแล้วมาแบ่งงานกันทำโดยมุ่งเน้นภาระกิจทำลายพรรคการเมืองอื่นให้อ่อนแอลง เพื่อให้บรรลุการเข้าสู่อำนาจผลาญงบประมาณแผ่นดินแบ่งกันกินการเข้าสู่อำนาจตั้งรัฐบาลโดยผ่านพรรคแมลงสาบก็เพื่อตบตาต่างชาติให้เห็นว่าเหล่ามหาอำมาตย์ทุกแก๊งยังอยู่ระบอบประชาธิปไตยโรบิน
            อินทรีอีสานนั่งจิบเบียร์ดูหน้าจอดูเหตุการณ์บ้านเมืองที่วุ่นวายแล้วอมยิ้มแบบฝืดๆ ส่ายหน้าไปมาส่องมองเกมสุดท้ายอำมาตย์เปิดไพ่หงายใบสุดท้ายมองดูองค์กรอิสระเล่นเป็นเด็กขายของไปได้ทำเหมือนบ้านเมืองเป็นของเล่นเชียว..ขณะที่ กกต พยายามไม่ให้เกิดการเลือกตั้งถึงขั้นแสดงท่าทีลาออกเพื่อหยุดการเลือกตั้งให้ได้ทั้งที่เป็นหน้าที่ตัวเองแท้ๆ จะต้องทำการเลือกตั้งมนุษย์ดาวอังคารเท่านั้นที่ทำได้  ขณะเดียวกัน ปปช.พยายามจะชี้มูลความผิดกรณีแก้ที่มา ส.ว อันเป็นอำนาจชอบธรรมของรัฐสภาที่สามารถแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับยังได้เลยอย่าว่าแต่แก้ที่มา ส.ว  รัฐสภายังสามารถยุบองค์กรอิสระทิ้งยังได้เลย    ถ้าหน้าไม่หนาจริงๆ ไม่ไร้ยางจริงๆ  องค์กรอิสระอย่างปปช.จะไม่มีหน้าไปชี้มูลให้ ส.ส-ส.ว เพราะไม่มีขอบข่ายอำนาจที่จะมาขี้มูลความผิดใดๆ ให้ ส.ส -ส.ว เพราะ ส.ส - ส.วไม่ได้ทุจริตใด ๆ รัฐสภาทำตามอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการแก้กฎหมายรัฐธรรมนุูญจะทั้งฉบับหรือรายมาตรานี่คือความร้ายแรงของรัฐธรรมนูญปี 50    อำมาตย์ลงทุนในการก่อม๊อบเพื่อกรุยทางไปสู่การยึดอำนาจเสียเงินไปหลายพันพันล้านจริงๆ อาจถึงหมื่นล้านไปแล้วด้วยซ้ำประจานตัวเองไปทั่วโลกแบบไร้ยางอาย   ม๊อบอนุบาลแมลงสาบของอำมาตย์ที่บ้าดีเดือดนี้รู้ว่าหากดันไปจนสุดทางจนอำมาตย์สามารยึดได้อำนาจหวังไปผลาญงบ 2 ล้านล้านที่ผ่านสภาเรียบร้อยชัก 5 ชัก 10 เปอร์เซ็นต์    ม๊อบอำมาตย์ที่อำมาตย์ก่อขึ้นเองที่ทำผิดกฎหมายก็จะได้รับการนิรโทษกรรมไปในที่สุดหลังอำมาตย์ปล้นอำนาจสำเร็จ   ส่วนการสูญเสียใดๆระหว่างนี้จะเป็นการสูญเสียแบบเปล่าๆแบบเสียแล้วเสียไป    แม้ฝ่ายประชาธิปไตยเองก็พยายามเปิดเกมรุกทางวิชาการไปมากโขอยู่แต่จะต้องผนึกกำลังทำต่อให้หนักเป็น 10 เท่าต่อไปเพราะการปล้นอำนาจของอำมาตย์เดินทางกำลังจะสุดทางเชื่อว่าหากจำเป็นอำมาตย์จะใช้กำลังยึดอำนาจแน่นอนไม่ต้องสงสัยเพราะอำมาตย์คิดว่าความจำเป็นในการฉีกรัฐธรรมนูญยังมีอยู่(เมื่อไหร่สีเขียวบอกว่าไม่ยึดอำนาจนั่นคือความพยายามจะยึดอำนาจ)  หนทางที่จะหลีกพ้นการนองเลือดนั้นอาจเลี่ยงไม่พ้นเป็นแน่แท้     หากเหตุการณ์ลากถูไปอย่างนั้นจริงหลังการนองเลือดจะเกิดปรากฎการณ์อยู่สอง-สามสิ่งคือ   1. ได้ประชาธิปไตยสมบูรณ์อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในประเทศนี้    2. ได้เผด็จการสมบูรณ์และประเทศแตกเป็นเสี่ยงๆ มีประเทศใหม่เกิดขึ้นแตกออกไปเป็นหลายประเทศโดยมีสหประชาชาติเข้ามาดูแลหลังการนองเลือด(แบบเขมร)และประชาชนจะขอประชามติโดยอาศัย ยูเอ็นเป็นผู้ดำเนินการแยกประเทศออกไป(แบบติมอร์ตะวันออกแยกออกจากอินโดนีเซีย)ไปเป็นเหนือใต้ต่อไป    หลังจากนั้นประเทศที่เกิดใหม่จะเดินไปตามทิศทางอุดมการณ์ที่ต้องการเดิน   กลุ่มชนที่นิยมประชาธิปไตยจะเดินทางสู่เหนืออีสานและจะพัฒนาอย่างรวดเร็วไร้อุปสรรคพวกเขาะมีทางออกทะเลทางภาคตะวันออก    ขณะที่พวกนิยมเผด็จการอำมาตย์จะเดินไปสู่ทิศทางใต้และจะอยู่แบบกดขี่ข่มเหงซึ่งกันและกันอย่างที่เห็นเป็นอยู่ทุกวันนี้    วันนี้หลายคนได้พยายามที่เดินให้ถูกทิศทางและเดินตามหนทางประชาธิปไตยเต็มที่แล้วแต่อำมาตย์กลับไม่ยอมเดินตามครรลองเองพยายามเดินย้อนศรหากถึงวันนั้นจะไม่มีใครโทษใครได้เพราะมันคือชะตากรรมที่กำหนดไว้ตามคำสาบพระเจ้าตาก  มันไม่ได้น่ากลัวอะไรหรอกนะ..มันกลับจะดีเสียอีกและเป็นทางออกที่ดีที่สุดเสียอีกต่างคนก็ต่างพัฒนาประเทศที่เกิดใหม่แข่งกันเพื่อจะพิสูจน์ใครมีศักยภาพในการพัฒนามากกว่ากันระหว่างประเทศที่ปกครองด้วยเผด็จการอำมาตย์กับประเทศที่ปกครองด้วยประชาธิปไตยสมบูรณ์ พูดถึงตรงนี้ดูหน้าแล้วยิ้มๆ ชอบล่ะซี้เห็นแสงสว่่างทีปลายดาวอังคาร ไป๊ ไปกินเบียร์กันแต่ต้องเป็นเบียร์ยี่ห้อที่ไม่มีลูกหลานนิยมเผด็จการนะ!!!!!!!!

เป็นนักการเมืองอย่าไปดูถูกประชาชนจะเป็นภาคใดๆ ก็ตาม เดี๋ยวประชาชนจะเอาเท้ายัดปากเวลาไปเยี่ยมเยือนประชาชนตามภาคเหนืออีสาน..การเป็นนายกผู้นำประเทศจากการปล้นอำนาจและดูถูกประชาชนจะกล้าลงพื้นที่ไปสู้หน้าประชาชนภาคเหนือ อีสานหรือ.....หรือเมื่อปล้นอำนาจได้เป็นผู้นำประเทศแล้วกลัวประชาชนที่เป็นชาวเหนืออีสานเลยเอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่ในกรุงเทพเพราะกลัวตีนประชาชนประเคน นี่ไงการที่ไม่ได้ฉันทามติจากประชาชนทั้งประเทศมันก็ยากอย่างนี้แหละแต๋ว!!!!!!!!!


        เป็นนายกจะต้องไปเยี่ยมเยือนประชาชนทั้งประเทศทั่วภูมิภาค    หากปล้นอำนาจแถมดูถูกดูแคลนประชาชนเสียแล้วจะเอาหน้าดำๆ ไปสู้หน้าประชาชนได้หรือ.....หากไปเยี่ยมประชาชนอาจจะเอาชีวิตไม่รอดกลับบ้านก็ได้เพราะเท้าประชาชนนับหลายสิบล้านตีนคอยประเคนอยู่   หากปล้นอำนาจแล้วไม่กล้าออกต่างจังหวัดจะเอาแต่หลบซ่อนตัวอยู่แต่กรุงเทพหรืออย่างไร    แค่โจทย์นี้โจทย์เดียวพวกแกนนำม๊อบอนุบาลแมลงสาบและอำมาตย์ที่อยู่เบื้องหลังจะพัฒนาประเทศอย่างไรจะปฎิรูปประเทศอย่างไรเมื่อลงพื้นที่ในภาคอีสานเหนือไม่ได้รอรับแต่รายงานจากข้าราชการจะเห็นความจริงโอกาสจะถูกข้าราชการหลอกเอาก็เป็นไปได้มากโรบิน
       นี่แค่นึกภาพการปฎิรูปประเทศของอำมาตย์ก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้วจะเอาแต่นั่งเฝ้าถ้ำเขียนกฎหมายไปกดหัวประชาชนอยู่กรุงเทพออกภาคเหนืออีสานกลัวประชาชนต่อต้านเล่นงานเพราะไปดูถูกประชาชนไว้มากเลยอายไม่สู้หน้าชาวบ้านที่จะไปเล่นบทตบหัวลูบหลังประชาชน    ความพยายามจะถอยหลังประเทศให้กลับไปก่อนปี 2475 นั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อยู่แล้วจะเกิดการนองเลือกสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินไปในที่สุด    การเลือกตั้งจะเป็นฉันทามติจากประชาชน..อำนาจที่ได้รับจากประชาชนส่วนใหญ่ทั่วประเทศ  ตัวนายกจึงสง่างามไปเยี่ยมเยือนทุกข์สุขกับประชาชนอย่างใกล้ชิดนี่คือมนต์ขลังของระบอบประชาธิปไตย    หากการได้มาซึ่งอำนาจแล้วเสนอหน้าเป็นนายกผู้นำประเทศจากการปล้นจะกล้าลงพื้นที่ไปสู้หน้าประชาชนหรือนี่เป็นสิ่งที่พวกชอบรัฐประหารเข้าสู่อำนาจทางลัดอับจน     หันมาทางการเลือกตั้ง องค์กรอิสระที่ได้ชื่อว่า กกต.ที่มีหน้าที่เลือกตั้งเช็คพฤติกรรมแล้วต้องบอกว่าไม่น่ามารับหน้าที่เลือกตั้งเลยหากไม่มาทั้งใจฝักใฝพรรคการเมืองก็ควรลาออกไปเสีย   องค์กรอิสระที่เอาแต่ถ่วงความเจริญถ่วงประชาธิปไตยส่งผลให้ประเทศเกิดการล้าหลังชะลอตัวไม่ทันเพื่อนบ้านเป็นที่น่าขบขันให้พี่น้อง ลาว เขมร พม่า เวียดนาม ตัวหัวรอ-งอหงายไปตามๆ กัน   มาถึงวันนี้คิดว่าประเทศเราอาจต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์กว่าที่เป็นอยู่....เอาแบบประชาธิปไตยแบบนานาประเทศสากลที่เขาเจริญกันน่าจะดีกว่าแบบที่เป็นอยู่แน่แท้แบบนี้มันมีแต่รัฐซ้อนรัฐประเทศเลยไม่ไปไหนแต๋ว!!!!!!!

.หากไทยเกิดสงครามกลางเมืองในไทย..ไทยจะตกต่ำอ่อนแอลงขณะที่ประเทศพม่า ลาว เขมรเจริญรุดหน้าหนีไทยไป เราอาจจะเห็นสภาพคนไทยหลายล้านคนต้องลักลอบเข้าประเทศเพื่อนบ้านไปหางานทำดั่งที่เราเคยดูถูกเหยียดหยามคนประเทศเพื่อนบ้านลักลอบเข้ามาหางานทำในไทยเมื่อหลายปีที่ผ่านมา วันนี้หากอำมาตย์ยังปล้นอำนาจไม่ลืมหูลืมตาเราอาจจะเห็นการสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินประเทศไทยแตกเป็นเสี่ยงๆ แตกเป็นหลายประเทศเล็กมากมายตามเชื้อชาติก็ได้ใครจะไปรู้!!!!!!!!!

         ประชาชนดูที่เจตนาหรือพฤติกรรมส่อเจตนา  กกต. มีเจตนาอะไรที่จะรับสมัคร สส. บัญชีรายชื่่อที่ สนามกีฬาไทยญี่ปุ่นที่ถูกล้อมด้วยม๊อบอำมาตย์อย่างง่ายดายทำไมไม่ไปจังหวัดใกล้เคียงอื่นๆมีอีกมากมายสิ้นปัญญาหรือเจตนาอะไร     หันมาอีกทางคนละเรื่องเดียวกันบางคนพูดว่า "พวกคนใต้อยากได้อำนาจ"  รู้ว่าเลือกตั้งแพ้เลยบอยคอตนี่ก็มุมมองที่มีมิติเดียวเท่านั้น    จริงๆ ก็แผนเดิมอำมาตย์ทั้งสิ้นทั้งปวงเหมือนปี 49  หากมองมุมนี้อาจจะใช่แต่แท้จริงเป็นอย่างไรนั้น....มองส่องพวกที่เคยสูญเสียอำนาจก่อนปี 2475 อยากได้อำนาจจากประชาชนคืน    พวกที่เราเรียกว่าอำมาตย์แต่จะเป็นใครยังไงนั้นก็ต้องใช้จินตนาการสูงเหมือนกันเพราะกฎหมายโบราณบางฉบับยังกดหัวอยู่   แต่เอาล่ะทำไมอำมาตย์ที่ว่านี้อยากได้อำนาจมากมายทั้งที่พวกเขาเหลือที่มั่นสุดท้ายคือภาคใต้เป็นกำลังสำคัญ   มีบุคคลไม่กี่คนที่สามารถสั่งกระบวนการยุติธรรม  องค์กรอิสระได้แถมยังมีพรรคการเมืองเป็นของอำมาตย์เองอีกต่างหากจะเดินเกมผ่านพรรคการเมืองหรือองค์กรอิสระหรือกระบวนการยุติธรรมก็ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพก็น่าสนใจหากนำจิ๊กซอร์นำมาประกอบกันจึงเข้าใจทั้งองคาพยพจะรู้ว่าทำไมบ้านเมืองปั่นป่วนได้ขนาดนี้แค่นี้เราก็จะเข้าใจเรื่องอำมาตย์อยากได้อำนาจคืนอย่างไร     แต่หลายคนก็ถามอินทรีอีสานว่าวันนี้เราเป็นรัฐเฟลสเตท(รัฐล้มเหลว)หรือยัง..หรือเปล่าม๊อบซอบบี้ที่อำมาตย์จัดตั้งขึ้นมาเพื่อปูทางให้ทหารยึดอำนาจ.......หมากเดินมาสุดทางรอตัวเดียวคือทหารยึดอำนาจให้เท่านั้น...ยึดน่ะยึดหรือเปล่ารอ....แต่เวลาไหนประชาชนจ้องมองตาไม่กระพริบโรบิน
       การบังคับใช้กฎหมายกับม๊อบตามตัวบทกฎหมายเป๊ะๆ นั้นหากต้องการให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดกับม๊อบที่มีคนหลายพันคนนั้นอาจนำไปสู่การสูญเสียได้ง่ายๆ มองตัวอย่างปี 53 นั้นรัฐอำมาตย์ใช้กองกำลังทหาร 6-7 หมื่นนายอาวุธสงครามครบมืออาวุธหนักมาบังคับใช้กับม๊อบเสื้อแดงจนเกิดการสูญเสียมากมายตายนับร้อยบาดเจ็บหลายพันคน    หากรัฐบาลปัจจุบันซึ่งก็แค่รักษาการหลังยุบสภาแล้วนั้นจะบังคับใช้กฎหมายกับม๊อบกบฎอนุบาลลูกหวีดตามตัวบทอย่างเข้มงวดผลจะออกมาก็คงไม่ต่างแบบที่เราเห็นในปี 53  เกิดการสูญเสียได้ง่ายๆ   ผู้นำม๊อบอำมาตย์จัดตั้งนี้เองมีคดีร้ายแรงทั้งกบฎและฆ่าคนตายจากผลสลายการชุมนุมปี 53 จึงพยายามก่อการรัฐประหารหรือพยายามป่วนให้เกิดความรุนแรงเพื่อเปิดทางให้ทหารเข้ามายึดอำนาจและอำมาตย์เป็นผู้ชักใยเหนือเกมเหนือแกนนำม๊อบจะลากยาวไปสู่การกระทำการยึดอำนาจซึ่งหากยึดอำนาจสำเร็จ   ทั้งอำมาตย์และม๊อบจะนำอำนาจและผลประโยชน์ไปแบ่งกัน   แปลนแผนลักษณะการปล้นอำนาจอย่างนี้ได้เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 49 มีลักษณะใกล้เคียงกันยังกะแกะเพราะเป็นทีมอำมาตย์วางแผนปล้นอำนาจทีมเดียวกันและเหตุการณ์การยุบสภาเหมือนกันเป๊ะยังกะพิมพ์มา    แผนเดินมาจนเกือบสุดทางโอกาสเดียวที่จะปล้นอำนาจสำเร็จได้จะต้องมีทหารออกมายึดอำนาจเท่านั้นจึงจะฉีกรัฐธรรมนูญสำเร็จ    หากส่องแผนอำมาตย์แล้วเงินจำนวนหลายพันล้านถูกนำมากองวางไว้ที่ตรงกลางวง........หากใช้กำลังสีเขียวยึดอำนาจได้ก็จะยกเงินกองนี้ให้สีเขียวไปเป็นโบนัส  "ถ้าผมใช้กำลังยึดอำนาจให้ผมขอเงินก้อนนี้ไป...หากผมไม่สามารถหาช่องยึดอำนาจได้ผมจะไม่รับเงินก้อนนี้"   นี่คือข้อตกลงกันทั้งผู้ถูกจ้างวานกับอำมาตย์ผู้ต้องการจะปล้นอำนาจดูเหมือนกีฬานะเพราะถ้านักกีฬาได้เหรียญทองก็ได้เงินอัดฉีดนั่นเอง     ส่วนเรื่องไทยตอนนี้เป็นรัฐเฟลสเตท(รัฐล้มเหลว)  คำตอบคือไม่เพราะกรุงเทพไม่ใช่ประเทศไทยทั้งประเทศในต่างจังหวัดที่อื่นๆ  กฎหมายยังสามารถเดินหน้าบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ   ส่วนการบังคับใช้กฎหมายม๊อบในกรุงเทพนั้นเนื่องจากไม่อยากให้เกิดการสูญเสียรุนแรงจึงต้องประคองเกมไปก่อนเพราะการทำม๊อบผู้ก่อม๊อบทั้งอำมาตย์ใช้เงินจำนวนมากมายนับหลายพันล้านอาจถึงหมื่นล้านยิ่งนานวันเงินที่เทลงมาย่อมเกิดอาการฝีดได้เพราะรัฐเองก็เร่งตัดท่อน้ำเลี้ยงที่มาต่อเกมม๊อบ    ส่วนเรื่องพรรคการเมืองบางพรรคบอยคอตไม่ลงเลือกตั้งครั้งนี้ก็เป็นใบสั่งตามแผนเดินปล้นอำนาจของอำมาตย์ที่เททั้งเงินและทรัพยากรทั้งองค์กรและพรรคการเมืองนั้นเองเพื่อหวังไปเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์รัฐธรรมนูญให้อำมาตย์เข้าสู่อำนาจไปผลาญเงินภาษีได้ง่ายๆ     ถามว่าปีนี้จะสามารถไปจบที่การยึดอำนาจโดยทหารหรือไม่คิดว่ายังยากอยู่......เพราะแผนนี้ฝ่ายประชาธิปไตยต่างเห็นแผนนี้ทะลุปรุโปร่งแล้วเหมือนกันนะ   หากตัวเล่นสุดท้ายเคลื่อนรถถังออกมานั้นแสดงว่าจุดเริ่มการสูญเสียจะเริ่มขึ้นทันทีเพราะนี้คือจุดเริ่มสงครามกลางเมือง  รถถังจะถูกถอดเป็นชิ้นๆไปในที่สุด    หากมองมุมนี้ส่องมองประเทศเพื่อนบ้านเดินหน้าไปเรื่อยแล้วหันกลับมามองบ้านเมืองเราเอาแต่ถอยหลังเรื่อยๆ  หลังจากประเทศเพื่อนบ้านเคยเกิดสงครามกลางเมืองปล่อยให้ไทยเดินหน้าพัฒนามาก่อนวันนี้ไทยกำลังจะเกิดสงครามกลางเมือง  ทำให้หากทบทวนความทรงจำในประวัติศาสตร์คราวก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี 2112  นั้นประเทศพม่าเจริญสุดขีดจนยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตกและในคราวนั้นต่อมาไม่นานพระเจ้าบุเรงนองสิ้นพระชนม์พระเทศพม่าก็เริ่มอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันสยามประเทศก็กลับเข้มแข็งขึ้นมาทดแทนในสมัยพระนเรศวร    มันช่างเหมือนไทยใน พ.ศ  2556 นี้จังที่เมื่อหลายปีมานี้ที่พม่ายังอ่อนแอเพราะปิดประเทศมา50ปีคนพม่าต้องมาหางานทำในประเทศไทยหลายล้านคน    หากประเทศไทยวันนี้เกิดสงครามกลางเมืองนักลงทุนต่างชาติหนีไปลงในประเทศพม่า ลาว เขมร แล้วประเทศไม่มีการลงทุนจากต่างประเทศสุดท้ายคนไทยไม่มีงานทำเศรษฐกิจตกต่ำหลังเกิดสงครามกลางเมือง   หากถึงวันนั้นคนไทยอาจตกอยู่ในสภาพเดียวกันอย่างพม่า ลาว เขมร ที่คนของประเทศเหล่านี้ต้องมาหางานทำในไทย.....หากไทยเกิดสงครามกลางเมืองในไทยจริงๆ ..ไทยจะตกต่ำอ่อนแอลงขณะที่ประเทศพม่า ลาว เขมรเจริญรุดหน้าหนีไทยไปเรื่อยๆ   เราอาจจะเห็นสภาพคนไทยหลายล้านคนต้องลักลอบเข้าประเทศเพื่อนบ้านไปหางานทำ.....ดั่งที่คนไทยเราเคยดูถูกเหยียดหยามคนประเทศเพื่อนบ้านที่ลักลอบเข้ามาหางานทำในไทยเมื่อหลายปีที่ผ่านมา    มาถึงจุดนี้ยิ่งมองกลับไปในประวัติศาสตร์ทำให้นึกถึงสยามประเทศหลังสมัยพระนเรศวรทำไมสยามจึงเสียกรุงครั้งที่ 2ให้กลับพม่าเช่นเดิม     เพราะหลังจากสมัยพระนเรศวรที่สร้างสยามแข้มเข็งแต่พอพ้นยุคพระองค์แล้วก็เกิดการแย่งชิงอำนาจจากเหล่าอำมาตย์ชนชั้นปกครองทำให้สยามก็เริ่มอ่อนแอเมื่อการแย่งชิงอำนาจกันของอำมาตย์เองอย่างไม่ลืมหูลืมตาจนเกิดราชวงค์เกิดขึ้นหลายราชวงค์อันเกิดจากคนใกล้ชิดอำมาตย์ผู้มีอำนาจจนสุดท้ายได้ผู้ปครองไร้ความสามารถอ่อนแอมีการสังหารขุนพลนักรบเก่งๆ จนอ่อนแอำร้ขุนพลนักรบ  สยามประเทศจึงต้องเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 สิ้นชาติสิ้นแผ่นดินไปในที่สุด    วันนี้หากอำมาตย์ที่มันคล้ายๆอำมาตย์สมัยอยุธยายังเพียรปล้นอำนาจไม่ลืมหูลืมตาเราอาจจะเห็นการสิ้นชาติสิ้นแผ่นดินประเทศไทยแตกเป็นเสี่ยงๆ แตกเป็นหลายประเทศเล็กมากมายตามเชื้อชาติก็ได้ใครจะไปรู้ได้ เพราะหลายคนก็ไม่ใช่หมอดูเสียที่ไหน    เราอาจจะเห็นบางอย่างที่ไม่อยากเห็นใครล่ะก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 คนในสยามประเทศคราวนั้นล่ะ  ใครล่ะจะรู้ว่าการแย่งชิงอำนาจคราวก่อนถึงปี 2310 คราวนั้นจะนำไปสู่การเสียกรุงศรีครั้งที่ 2  ฮึ ฮึ  กูบอกพวกมึงแล้ว...สาด.. !   !!!!!!!!            

เสียงส่วนน้อยพยายามที่จะป่วนเมืองคราวนี้ก็เป็นเพียงแผนอำมาตย์ที่จะเข้าไปขย้ำงบ 2 ล้านล้าน และ 3.5 แสนล้านเท่านั้นไม่มีอะไรนอกจากนี้ ตามแผนเดิมหลังอำมาตย์เข้าไปผลาญงบแล้วจะทิ้งให้ประเทศมีการเลือกตั้งให้นักการเมืองเข้ามาแก้ปัญหาหนี้สินที่อำมาตย์ผลาญงบ 2 ล้านล้านแล้วจะได้แต่รางรถไฟ ให้นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยใช้หนี้ประเทศหัวโตหลังจากก็จะพากันขนคนใต้มาป่วนเมืองอีกแล้วหาเรื่องยึดอำนาจต่อไปอยู่อย่างนี้วนเป็นคำสาบชั่วลูกหลาน เราจะต้องตัอวงจรอุบาทนี้เสียสิ้นในวันนี้!!!!!!!!!

        "ภาคใต้" ก็ไม่ต่างจาก "อิสาน เหนือ"  ซักเท่าไหร่ ก็ถูกสยามประเทศรุกรานทั้งนครศรีธรรมราชและปัตตานี ก็ล้วนแต่เป็นประเทศราชขึ้นต่อสยามทั้งสิ้นทั้งปวง  เพราะฉะนั้นคนใต้อย่าลืมตัวหลงลืมว่าตัวเองคือกลุ่มชนผู้ดีสยามตัวจริงซะที่ไหน   ล้วนแต่อยู่ในฐานะขี้ข้าประเทศราชเหมือนกันแม้จะเหตุการณ์จะผ่านไปนับร้อยปี     เอาล่ะอินทรีอีสานเอาประวัติศาสตร์มาเขียนเพราะจะได้ให้รู้จักสำเนียกว่าคนใต้เองก็ไม่ได้มีดีเด่-อะไรกว่าภาคอื่นอย่าเป็นวัวลืมตีนทำเป็นผู้ดีจำแลงความจริงก็คือพวกขี้ข้าประเทศราชประเทศสยามเหมือนภาคเหนืออีสานโรบิน
          กลับมายุคปัจจุบัน "องค์กรอิสระ" ในรัฐธรรมนูญปี 50 ได้ทำการถ่วงความเจริญประเทศย่อยยับที่สุดนับเป็นหายนะของประเทศ   การที่องค์กรอิสระกระทำตัวเป็นดั่งมือตีนอำมาตย์อินทรีอีสานคิดว่าในอนาคต  นอกจากกระบวนการยุติธรรมที่จะปรับปรุงแก้ไขรื้อทิ้งทั้งระบบแล้ว  องค์กรอิสระควรยุบทิ้งไปแล้วให้สถานะองค์กรอิสระเป็นองค์กรเล็กๆ ไม่ควรให้มีบทบาทมากมายอะไรให้เป็นแค่หน่วงงานธุรการ  การมีองค์กรอิสระไม่ต่างอะไรกับการให้มีรัฐซ้อนรัฐบาล    ส่วนการดูถูกคนไปทั่วบ้านทั่วเมืองจนเสียมวลชนของม๊อบอนุบาลแมลงสาบสร้างมโนภาพว่าคนจนหรือคนการศึกษาต่ำไม่ควรมีสิทธิเลือกตั้งนั้น   ทั้งทีม๊อบอนุบาลลูกหวีดก็ไปจ้างคนจนและคนการศึกษาต่ำจากภาคใต้มาทั้งสิ้นทั้งปวงแล้วมาด่าคนใต้ที่ไร้การศึกษาที่ตัวเองจ้างมาทำม๊อบมันน่าสมเพชพวกคนใต้ที่ถูกจ้างมา    การที่อำมาตย์พยายามก่อม๊อบและมีข่าววงในว่ามีการหว่านเงินก้อนใหญ่นับพันล้านได้ถูกว่าจ้างไปยังกลุ่มขุนคนมีสีเขียวบางกลุ่มแล้วประเทศไทยกำลังเป็นประเทศมีการจ้างวานให้คนมีสีกลุ่มหนึ่งที่มีกองกำลังเตรียมขยับเพื่อทำการยึดอำนาจรอหาโอกาสเหมาะลงมือยังไม่ได้    เงินอีกก้อนได้หว่านไปยังองค์กรเครื่องมืออำมาตย์ก้อนใหญ่จำนวนหนึ่งให้เดินเกมบางอย่าง   เพราะอำมาตย์จะพยายามเข้าไปมีอำนาจให้ได้เพื่อที่จะเข้าไปจัดการผลาญงบ 2 ล้านล้านและงบ 3.5 แสนล้านที่ผ่านสภาไปหมดแล้ว     เสียงส่วนน้อยพยายามที่จะป่วนเมืองคราวนี้ก็เป็นเพียงแผนอำมาตย์ที่จะเข้าไปขย้ำงบ 2 ล้านล้าน และ 3.5 แสนล้านเท่านั้นไม่มีอะไรนอกจากนี้   ตามแผนเดิมหลังอำมาตย์เข้าไปผลาญงบแล้วจะทิ้งให้ประเทศมีการเลือกตั้งให้นักการเมืองเข้ามาแก้ปัญหาหนี้สิ้นที่อำมาตย์ผลาญงบ 2 ล้านล้านแล้วจะได้แต่รางรถไฟ   ให้นักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยใช้หนี้ประเทศหัวโตหลังจากก็จะพากันขนคนใต้มาป่วนเมืองอีกแล้วหาเรื่องยึดอำนาจต่อไปอยู่อย่างนี้วนเป็นคำสาบชั่วลูกหลาน   เราจะต้องตัอวงจรอุบาทนี้เสียสิ้นในวันนี้ ม๊อบลูกหวีดเป็นแค่ตัวเดินเกมเพื่อหาทางยึดอำนาจเท่านั้นเกมนี้ประชาชนมองแผนอำมาตย์ทะลุหลังเลย!!!!!!!!!